
โอกาสของคนไทยหลังคำพิพากษา
ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไว้อีกหน้าหนึ่ง เพื่อให้ภายหลังจากนี้ไปเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่คนรุ่นปัจจุบัน และคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาสร้างอนาคตชาติ
ความสำคัญของคดีนี้ แม้ว่าจะเป็นผลต่อคนเพียงคนเดียว แต่ก็มีผลถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมด้วยกันทั้งหมด
นั่นเพราะความเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นอกจากจะร่ำรวยมหาศาลแล้ว ยังต้องยอมรับว่า เป็นคนที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ส่วนจะไปได้สุดทางนำพาชาติรุ่งเรือง หรือจะพลิกไปอีกทิศที่ต้องฟันฝ่าหุบเหวหายนะอย่างต่อเนื่อง นั่นไม่ใช่เรื่องราวที่จะเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้ วันที่องค์คณะตุลาการทั้ง 9 จะมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ
แทนที่จะมองว่านี่คือ โชคชะตาของชายคนหนึ่ง ที่ก้าวมาถึงจุดสูงสุดแล้วก็ต้องพบกับเรื่องราวเช่นนี้ ในฐานะประชาชนคนไทยควรที่จะใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส
ใช้จังหวะนี้ศึกษาหาความรู้จากข้อเท็จจริง จากเนื้อหาของกฎหมาย ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ตราบทบัญญัตินี้เอาไว้
มาตรการที่กฎหมาย ป.ป.ช.เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายนั้น ในโลกของความเป็นจริงแล้วมันสามารถบังคับใช้ได้หรือไม่ และบังคับใช้อย่างเป็นธรรมหรือไม่
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพทางทรัพย์สินของบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรีนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
ข้อจำกัดที่ว่านั้นประกอบไปด้วย
1.การถือสัมปทานหรือสัญญาในลักษณะผู้ขาดจากรัฐ
2.การเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ
3.การถือหุ้นใดๆ เกิน 5%
4.เพิ่มกรอบบังคับของมาตรการยึดทรัพย์ โดยจากเดิมนั้น ป.ป.ช.มีคำว่า "ความร่ำรวยผิดปกติ" ก็คือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นภายหลังดำรงตำแหน่งโดยผิดปกติ แล้วไม่สามารถชี้แจงที่มาได้ ก็ได้มีการเพิ่มชนิดของความร่ำรวยที่ไม่ถูกต้องขึ้นมาอีกก็คือ "ได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควร สืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่"
การร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาคณะผู้ร่างได้มีการถกเถียงกันอย่างหนัก ว่านี่เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่ยุติธรรมหรือไม่ มาจากความระแวง มุ่งกีดกันผู้มีทรัพย์สินออกจากวงการเมืองเช่นนั้นหรือ
ข้อโต้แย้งนั้นถูกหักล้างด้วยทฤษฎีว่าด้วยความไว้วางใจของประชาชน
เมื่อยอมรับกันว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน" แล้ว เมื่อปวงชนไว้วางใจให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ตามที่คนผู้นั้นเสนอตัวเข้ามา จำเป็นต้องมีข้อห้ามไว้กำหนดไว้แต่แรก ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าเป็นผู้ไว้วางใจไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กฎหมายจะระบุมาเช่นนี้ ก็ยังต้องฟังว่า องค์คณะตุลาการจะมีคำพิพากษาว่าอย่างไร
การอ่าน ฟัง ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อทุกสื่อ ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ได้บทเรียนที่สมบูรณ์ที่สุดจากคำพิพากษาในคดี
นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษที่ประชาชนคนไทยจริงๆ ที่จะได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง แทนที่จะไปคอยฟังจากปากคนสีนั้นสีนี้ ซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดความรู้สึก รัก ชอบ เกลียด สุดท้ายก็ไม่พ้นไปจบที่ความขัดแย้ง
เพราะ "ความจริง" และ "ความยุติธรรม" เป็นสิ่งที่ศาลมอบให้แก่ทุกคนเป็นต้นทุนขวัญถุงอยู่แล้ว
นั่นจึงทำให้ไม่ว่าคดียิ่งใหญ่ขนาดไหน เมื่อสิ้นเสียงพิพากษา ความวุ่นวาย เหตุรุนแรงจึงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และครั้งนี้ก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีสัญญาณที่ไม่ดี แต่คนไทยที่ตระหนักถึงระบบยุติธรรม จะต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้ "สัญญาณไม่ดี" กลายเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง
เชื่อโดยสุจริตว่า คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติความคิดครั้งใหญ่ของสังคมไทย



