
อย่าประมาทปฏิบัติการกองโจร
แม้ดูเหมือนว่า "ขบวนการเสื้อแดง" จะมีภาพของความแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการให้เป็นเนื้อเดียว หรือแนวทางเดียวกัน โดยแต่ละก๊กต่างมีการบริหารจัดการที่เป็นเอกเทศ
แต่ด้านหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่าทุกก๊กทุกเหล่านั้น ล้วนเคลื่อนไหวภายใต้การบัญชาการสายตรงจากดูไบด้วยกันทั้งนั้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน รวมกันตี"
มีทั้งแบบที่ต่างฝ่ายต่างรู้ภารกิจซึ่งกันและกัน และต่างฝ่ายต่างไม่รู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายอื่นเลย นอกจากฝ่ายตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อผลในทางปฏิบัติที่แนบเนียนที่สุด
กระนั้นหากดูจุดอ่อนและจุดแข็งของ "ขบวนการเสื้อแดง" จะรู้ได้ทันทีว่าแต่ละก๊กนั้นมีปฏิบัติการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
แดง นปช. ซึ่งนำโดยสามเกลอ "วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ" มีมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานกำลังที่สำคัญ โดยเฉพาะฐานกำลังส่วนหนึ่งเกิดจากการระดมผ่านโรงเรียนผู้นำ นปช.ซึ่งดำเนินการมาระยะเวลาหนึ่ง
แต่ปฏิบัติการของสามเกลอนั้น ก็ถูกจัดวางให้เป็นการต่อสู้ "หน้าฉาก" ใช้วิธีการแบบอหิงสา โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ "มวลชน" เพราะฉะนั้นความสำเร็จของแดง นปช.จึงขึ้นอยู่กับการ "ระดมมวลชน" มาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เป้าหมายที่ "แดง นปช." ตั้งเอาไว้ที่ 1 ล้านคน เป็นจำนวนที่บ่งบอกได้อย่างดีว่า หากสามารถขนมาได้จริงๆ แล้วล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อการรับมือของเจ้าหน้าที่รัฐแน่นอน
วิธีคิดเช่นนี้มาจากการประเมินกำลังของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โดยคิดจากจำนวนตำรวจทั่วประเทศรวมกันมีเพียงแค่ 3 แสนกว่านาย ซึ่งต้องกระจายกำลังกันทั่วประเทศ ฉะนั้นเฉพาะในเมืองหลวงรับมือไม่พอแน่นอน ต่อให้เสริมกำลังทหารเข้าเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็ตาม
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนนี้ก็คือ แกนนำสามเกลอยังไม่สามารถระดมมวลชนได้ตามเป้า จึงเป็นเหตุให้การชุมนุมต้องเจอ "โรคเลื่อน" ก่อนจะคิดสรรคำหรูมาอธิบายถึงเหตุที่ไม่ชุมนุมในวันตัดสินคดี
ทั้งนี้ก็เพราะอุปสรรคในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายรัฐได้ปูพรมสื่อสารออกไปทุกช่องทางอย่างเป็นระบบ และเมื่อบวกกับปัจจัยที่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อมวลชนจำนวน 1 ล้านคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มากด้วยแล้ว จึงส่งผลให้ "แนวร่วม" ลดน้อยถอยลงโดยอัตโนมัติ โอกาสที่ก๊ก "แดง นปช." จะปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงจึงไม่ง่าย
แดงสยาม เป็นก๊กที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ "ล้มอำมาตย์" หากแต่ข้อจำกัดของก๊กนี้คือ การไม่มีมวลชนสนับสนุนจำนวนมากเหมือนกับแดง นปช.
ฉะนั้นกลุ่มนี้จึงมีเป้าในการเคลื่อนไหวที่อิงแอบกับการขับเคลื่อนมวลชนของ "แดง นปช." พูดง่ายๆ ก็คือ แดง นปช.จะเป็นบันไดที่สำคัญในการทำให้เป้าหมายในการ "ล้มอำมาตย์" บรรลุผล
กลุ่มนี้แทบไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว "ทักษิณ" จะดำรงอยู่อย่างไร หากแต่นาทีแห่งการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่ฝังหัวมานาน จำเป็นต้องอาศัย "ทักษิณ" ในฐานะที่เป็นแม่เหล็กชั้นดีในการ "ดึงดูดมวลชน"
ปฏิบัติการของคนกลุ่มนี้จึงมุ่งไปที่การปราศรัยโจมตีเหล่าอำมาตย์ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการก่อเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย
แดงฮาร์ดคอร์ เป็นก๊กซึ่งมีจุดแข็งอยู่ที่ปฏิบัติการใต้ดิน และไม่มีมวลชนเป็นจของตัวเอง แต่การได้หัวขบวนที่สำคัญอย่าง "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ-พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี-พล.ท.พิรัช สวามิภักดิ์-พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล" มาเป็นแกนนำ ทำให้ปฏิบัติการชุมนุมของ "แดง นปช." มีสีสันขึ้นมาทันที
ด้านหนึ่งในปฏิบัติการของ "แดงฮาร์ดคอร์" จะอาศัยเกาะขบวนแดง นปช. โดยอ้างว่าจะเข้ามาทำหน้าที่คุ้มกันในลักษณะเป็น "รปภ." ให้คนเสื้อแดง แต่ในปฏิบัติการที่ซ่อนอยู่นั้นคือ "ปฏิบัติการกองโจรเต็มรูปแบบ"
ย้อนเทียบเคียงสมัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จะเห็นร่องรอยของตัวละครที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่มุมยืน
10 กว่าปีที่แล้ว "บิ๊กจิ๋ว-พัลลภ" ต่างยืนอยู่ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า "ธรรมะ" ปฏิบัติการคราวที่แล้วจากปากของ "พัลลภ" เองก็ยอมรับว่าเขาทำภารกิจใต้ดิน ซึ่งตัวอย่างที่เจ้าตัวภูมิใจก็คือเหตุการณ์ขว้างระเบิดขวดไปที่ สน.นางเลิ้ง จนเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย
ขณะที่เหตุอื่นๆ อย่าง "แก๊งแท็กซี่ป่วนเมือง" รวมถึงเหตุเผารถเมล์ ก็ว่ากันว่าได้รับบัญชาการมาจากอดีตนายทหารใหญ่
ฉะนั้นแล้ว เมื่อประเมินจากจุดอ่อนจุดแข็งของทั้ง 3 ก๊ก จะเห็นได้ว่าแนวโน้มที่ "ขบวนการทักษิณ" จะเผด็จศึกด้วยการใช้กำลังมวลชนมากดดันนั้น ดูจะเข้าเป้าได้ยาก
ดังนั้นจึงน่าจะเหลืออยู่เพียงทางเดียวเท่านั้น และก็เป็นทางที่ดูจะสอดรับกับเสียงขู่ของ "ทักษิณ" ที่ว่า "เละตุ้มเป๊ะแน่" นั่นก็คือการเลือกใช้ปฏิบัติการกองโจร
เพราะแม้ดูเหมือนจะทำได้ยากกว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่ก็เป็นความยากที่ "ท้าทาย" ความสามารถของเหล่านับรบเอาการทีเดียว
ฐ.ธนพิศุทธิ์



