
เอกชนมั่นใจไม่แรงเทศเชื่อไม่สะดุดหลังคดียึดทรัพย์
เสียงสะท้อนภาคเอกชน เชื่อวันพิพากษายึดทรัพย์ "แม้ว" ไม่รุนแรง-ไม่กระทบธุรกิจ เผยเสื้อแดงเลื่อนชุมนุมยาวกระตุ้นบรรยากาศท่องเที่ยวดีขึ้น ห้างดังเมืองกรุงเข้มรับป่วนเมือง โพลล์หอการค้าระบุเลวร้ายสุดชาติพัง 1-1.9 แสนล้าน นักวิเคราะห์ต่างชาติเชื่อเศรษฐกิจไทยไม
การพิจารณาคดียึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวนั้น ในทัศนะของภาคเอกชนส่วนใหญ่สะท้อนตรงกันว่า อาจไม่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจแต่อย่างใด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคาร กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์มีมาตรการเตรียมตัวรับความเสี่ยงในแง่ต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอย่างเพียงพอ โดยเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะนี้จะไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ธนาคารทุกแห่งจะสามารถดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าต่อไปได้
"สาขาของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมนั้น หากเห็นโอกาสที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยก็มีมาตรการภายในให้ผู้จัดการสาขาสามารถปิดสาขาได้ทันที โดยไม่ต้องมีคำสั่งพิเศษจากส่วนกลาง แบงก์มีการเตรียมตัวและมีกระบวนการไม่ว่าจะเกิดเหตุใดขึ้นเราก็ทำงานต่อไปได้ และขณะนี้ธนาคารทุกแห่งใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ลูกค้าสามารถติดต่อที่ไหนก็ได้ เรามีเอทีเอ็มกว่า 8,000 เครื่อง จึงไม่น่าห่วง” นายอภิศักดิ์กล่าว
ส่วนการประเมินถึงสถานการณ์ที่อาจจะรุนแรงนั้น นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เชื่อว่าสังคมรับไม่ได้แล้วกับความรุนแรง ไม่มีใครอยากให้เกิด ทำไปก็เสียคะแนนนิยมเปล่าๆ แต่ยอมรับว่าปัญหาการเมืองไทยได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่โตเท่าที่ควร และเป็นการตัดโอกาสการเติบโตในอนาคตด้วย จึงอยากให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม เพราะประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก ภาคเอกชนก็เข้มแข็ง
ด้าน นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า การที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีการชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างสูง และเห็นด้วยที่คนไทยจะช่วยกันสร้างบรรยากาศในประเทศให้ดีขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการสอบถามนักท่องเที่ยวในขณะนี้ พบว่ามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างการปิดสนามบินและความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ปีที่แล้วอีก ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้การท่องเที่ยวมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของตลาดหุ้น นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ว่า อาจจะยังไม่มีอะไรที่น่าวิตกกังวล เห็นได้จากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดบรรเทาความวิตกกังวลไปมาก โดยดัชนีฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมูลค่าการซื้อขายก็หนาแน่น เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 14 มีนาคม และจะไม่มีการชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่วิตกกังวลกันมาก
"ทิศทางของตลาดจากนี้ไปจะเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ และรอดูสถานการณ์ในช่วงวันที่ 14 มีนาคมต่อไป ส่วนนักลงทุนที่ไม่มั่นใจในสถานการณ์ก็เชื่อว่าจะเทขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้แล้ว เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นฐานตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่งจะมีสัปดาห์นี้เพียงสัปดาห์เดียวที่ดัชนีปรับตัวดีขึ้นมา ประกอบกับพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) ก็ไม่น่าจะมีอะไร และกว่าศาลตัดสินเสร็จก็น่าจะใช้เวลานานถึงช่วงเย็น" นายพิชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าตลาดหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นเป็นลำดับ มีหุ้นที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐานเป็นจำนวนมาก หากไม่มีปัจจัยเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นตัวกดดันก็เชื่อว่าน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตามพื้นฐานที่ดีขึ้น โดยในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในพอร์ตของตัวเอง ดูว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองจะมีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ตนเองถืออยู่หรือไม่ หากไม่กระทบกับการทำธุรกิจก็มองว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการช้อนซื้อหุ้น
ส่วนการเตรียมรับมือของห้างสรรพสินค้า นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรี่ยม และสยามพารากอน กล่าวว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีการเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในส่วนการรักษาความปลอดภัย มีการเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกเครื่องแบบเต็มอัตรา เฉลี่ยสาขาละ 200 คน นอกจากนี้ยังเน้นการตรวจสอบวัสดุแปลกปลอมต่างๆ และหากมีการชุมนุมเข้ามาใกล้ห้างและศูนย์การค้าในกลุ่ม ก็พร้อมดำเนินการปิดประตูห้างทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งป้องกันลำบาก แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรง เพราะเชื่อว่าไม่มีประชาชนไทยคนไหนอยากให้เกิดความรุนแรง
ด้าน น.ส.อรวรรณ โกมลพันธ์พร ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ เปปเปอร์ ลันช์ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้เป็นตัวแปรสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอาหาร หากความรุนแรงขยายตัวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางการบริโภคและฉุดการเติบโตของภาพรวมธุรกิจอาหารอยู่ในอัตราไม่เกิน 5% จากปีที่ผ่านมา เติบโตในเกณฑ์เดียวกันนี้ ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำจากเป้าหมายเดิมที่มองการเติบโตในระดับ 10-15%
ส่วน นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมความพร้อมในระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินตลอดเวลา โดยเฉพาะในส่วนของศูนย์การค้า หากเหตุการณ์มีการขยายตัวรุนแรง พร้อมปิดบริการได้ทันที
"เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงานและเป้าหมายทางธุรกิจ เชื่อว่าทุกธุรกิจต่างเตรียมความพร้อมในการปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในฐานะประชาชนชาวไทยย่อมมีความกังวลต่อปัญหาดังกล่าวและเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายลงด้วยดี" นายสุทธิธรรมกล่าว
ขณะเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของจังหวัดและหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 โดยคาดการณ์ไว้ 3 กรณี คือ กรณีแย่สุด เศรษฐกิจปีนี้โตประมาณ 2-3% หากการเมืองขาดเสถียรภาพ และเกิดความวุ่นวาย เหมือนช่วงเดือนเมษายน 2552 จะกระทบต่อภาคท่องเที่ยวหดหายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท การบริโภคลดลง 3-5 หมื่นล้านบาท การลงทุนชะลอตัว 2-4 หมื่นล้านบาท โดยมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1-1.9 แสนล้านบาท และอาจทำให้ปัญหามาบตาพุดไม่สามารถแก้ไขได้จนถึงสิ้นปีนี้
ส่วนกรณีดีที่สุด คาดว่าเศรษฐกิจจะโตประมาณ 4-5% หากการเมืองมีเสถียรภาพและปัญหามาบตาพุดแก้ไขได้ภายในกลางปีนี้ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโต 3.5% ส่วนกรณีที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด คือ อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจโต 3-4% หากการเมืองมีเสถียรภาพหรือยุบสภาตามระบอบประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งใหม่ ตลอดจนปัญหามาบตาพุดแก้ไขได้ในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และมาตรการไทยเข้มแข็งดำเนินการไปได้ดี เชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึง 65%
“ผลกระทบจากคำตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะติดช่วงวันหยุด 3 วัน ดังนั้น ผลกระทบจะเห็นชัดเจนในวันที่ 2 มีนาคม หากเกิดความวุ่นวาย การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะถูกลากนานขึ้น โดยอาจฟื้นตัวในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนแทน โดยปัญหาการเมืองยังเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับผลสำรวจความเห็นของภูมิภาคที่พบว่า การเมืองเป็นปัจจัยลบมากที่สุดคือ ติดลบถึง 8.3% รองลงมาคือ ราคาน้ำมัน และการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร” นายธนวัฒน์กล่าว
วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส หนังสือพิมพ์ธุรกิจระดับโลกของอังกฤษ รายงานว่า แม้ไทยจะเตรียมพร้อมรับมือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นหลังการพิจารณาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว แต่ดูเหมือนว่าตลาดทุนและนักลงทุนจะไม่หนีหาย อีกทั้งตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของไทยมีการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.8
นักลงทุนหลายคนระบุว่า มีความกังวลในความไม่แน่นอนของกฎข้อบังคับมากกว่าความวุ่นวายทางการเมือง โดยนายยูเฮอิ โอมิ หัวหน้าตัวแทนธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองไม่ใช่ประเด็นใหม่ อีกทั้งคนไทยก็มีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและการเงินมากกว่า
"แม้จะมีหลายประเด็นที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือต้องคอยระวัง แต่กระนั้นคนไทยก็สามารถจัดการให้ทุกอย่างดีขึ้นได้เสมอ" นายโอมิกล่าว
นายโอมิ ยังกล่าวอีกว่า "หากคุณเป็นนักลงทุนที่เห็นว่าทุกอย่างจะต้องมั่นคงมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ไม่ใช่ประเทศที่คุณควรลงทุน แต่หากคุณสามารถรองรับกับหลายสิ่งหลายอย่างได้ คุณก็ควรจำไว้ว่า ประเทศนี้ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยในระยะยาวคุณยังสามารถลงทุนในไทยได้"
รายงานระบุด้วยว่า แม้จะมีปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจโลกถดถอย แต่การลงทุนโดยตรงของต่างชาติในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากคณะกรรมการการลงทุน (บีโอเอ) แสดงให้เห็นว่า การยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในปี ค.ศ.2009 เพิ่มขึ้น 67%
"เรามองเห็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางการลงทุนใหม่ และธุรกิจ สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือ มีคนจำนวนมากต้องการมาลงทุนในไทย แต่ต้องการเวลาเล็กน้อยในการพิจารณา" นายเดวิด นาร์โดเน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเหมราช แลนด์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ หนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยให้ความเห็น



