
เกลื่อนดอกโศก
ในวันที่คนสองขั้วใฝ่หาความสามัคคีปรองดองร่วมกัน แต่ต่างฝ่ายกลับทำคนละอย่างสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
มิหนำซ้ำยังพาผู้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาเผชิญหน้ากันเองอย่างน่าเศร้าใจ
ผมเชื่อว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงส่วนใหญ่มาด้วยใจภักดีจริง แต่สิ่งที่แอบแฝงอยู่เบื้องลึกนั้น พวกเขาย่อมไม่เท่าทันคนมากเล่ห์
ชาวบ้านตาสียายสารักใครรักจริง ไม่ผิด เพราะคนเราย่อมเลือกที่รักมักที่ชังกันได้
เมื่อมารวมตัวกันมากๆ ทางจิตวิทยาเขาเรียกว่าความรู้สึกร่วม ถ้ามีอะไรมาจุดชนวนเล็กน้อยก็พร้อมจะลุกลามขยายวง ตรงนี้น่ากลัว
กี่ครั้งมาแล้วที่การชุมนุมด้วยคนหมู่มากเท่าว่ามาก จบลงจากการจุดชนวนด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
พอผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก จากเรื่องไม้จิ้มฟันก็กลายเป็นมีดไม้และจบลงด้วยปืนกลไฟก็ได้
เรามีประวัติศาสตร์การเมืองมานักต่อนัก แต่เรากลับเลือกที่จะไม่จดจำ
เรามีความสูญเสียตั้งแต่ 14 ตุลา 16 จนถึง 6 ตุลา 19 พฤษภาทมิฬ มาจนถึงเมษาวิปโยค ฯลฯ เป็นบทเรียน
แต่เรากลับเลือกที่จะลืมเลือนความบอบช้ำเมื่อหนหลัง
ผู้ชุมนุมฝ่ายหนึ่งเป็นประชาชน อีกฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็เป็นประชาชน ต่างกันเพียงบทบาทและหน้าที่
เมื่อเกิดการเผชิญหน้าสูญเสีย ยากจะแยกแยะได้ว่า เป็นการสูญเสียของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่มีศพฝ่ายมึงหรือศพฝ่ายกู มีแต่ความตายและซากศพนอนกองก่ายเรียงเคียงกัน
แกนนำผู้ชุมนุมกี่หนมาแล้วถูกตราหน้าว่า "พาคนไปตาย" แต่สุดท้ายก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ยกเว้นการแสดงความอาลัยเมื่อหนหลัง
คนเสียน้ำตายังเป็นลูกของพ่อ เมียของผัว ฯลฯ
เราสามารถยุติความรุนแรงนี้ได้ ด้วยการใช้สติ ปัญญา ลองคิดใคร่ครวญ หาเหตุและผล ค่อยๆ คิดจากเรื่องเล็กๆ ไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่า
ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเพิกเฉยการเมือง แต่จะทำอย่างไรให้รู้เท่ารู้ทันกลเกมของผู้ไม่หวังดี
การแสดงออกทางการเมืองมีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องออกไปเป็นหุ่นให้คนอื่นชักใย
ในวันนี้วันที่สังคมต้องการความสมัครสมาน ทุกคนกลับหันหลังให้กัน ก่อตัวรวมพลังแล้วเดินไปตามเส้นทางสายเก่า
ทางสายนั้นที่เกลื่อนไปด้วยดอกโศก...
เราต้องการบันทึกประวัติศาสตร์ ด้วยเลือด ชีวิต และเถ้ากระดูกของคนในสังคมอีกเช่นนั้นจริงหรือ ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



