ข่าว

สปสช.เคาะ472ล้านตั้งกองทุนอุ้มคนไร้สัญชาติ

สปสช.เคาะ472ล้านตั้งกองทุนอุ้มคนไร้สัญชาติ

25 ก.พ. 2553

บอร์ดสปสช.เคาะงบฯ 472 ล้านบาท ตั้งกองทุนพิเศษ คืนสิทธิรักษาพยาบาลให้คนรอพิสูจน์สถานะกว่า 4.5 แสนคน เริ่ม 1 เม.ย.นี้ เตรียมชงครม.ชี้ขาดเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)วาระพิเศษว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งกองทุนบริการสาธารณสุขเพื่อประชาชนที่รอพิสูจน์สถานะบุคคล สำหรับจัดสรรให้โรงพยาบาลตามแนวชายแดนใน 15 จังหวัด จำนวน 172 แห่ง ใช้เป็นงบประมาณในการให้บริการแก่กลุ่มบุคคลที่รอพิสูจน์สถานะ ซึ่งจะใช้งบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ในการดำเนินการเฉพาะครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2553 จำนวน 472 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 1,033 บาทต่อคนโดยพิจารณาตามโครงสร้างอายุ และจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เร็วที่สุด เพื่อให้มีผลดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป ส่วนในปีงบประมาณต่อไป สปสช.จะตั้งเป็นงบประมาณรายปีในการนำเงินเข้ากองทุนนี้

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า บุคคลที่เข้าข่ายจะได้รับการคืนสิทธิการรักษาพยาบาลภายใต้กองทุนนี้จำนวนทั้งสิ้น 457,409 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.บุคคลที่ครม.รับรองให้อยู่ในประเทศไทยถาวร ประมาณ 9 หมื่นคน 2.บุคคลที่ครม.ผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวเพื่อรอพิสูจน์สถานะและมีแนวโน้มที่จะได้สัญชาติไทย 296,863 คน และ3.นักเรียนที่ได้รับสิทธิเรียนฟรีตามนโยบายของรัฐบาล มีการทำทะเบียนและประวัติที่ชัดเจนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบริการด้านการรักษา 70,513 คน

“บุคคลทั้ง 3 กลุ่มเคยได้รับการดูแลด้านการรักษาพยาบาลจากภาครัฐอยู่แล้ว เช่น บัตรประกันสุขภาพ 500 บาท รวมถึง บัตรทอง แต่ถูกยกเลิกไปในปี 2547 ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการคืนสิทธิการรักษาพยาบาลให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่จะได้รับเหมือนกับสิทธิของคนไทยทุกอย่าง ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ และการควบคุมป้องกันโรค กับประชาชนที่รอพิสูจน์สถานะบุคคล”นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ผลดีของการจัดตั้งกองทุนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บุคคลรอพิสูจน์สถานะได้รับบริการด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยคนไทยแนวชายแดนที่จะไม่ถูกเบียดงบประมาณค่ารักษาเพื่อคนไทยมาใช้รักษาคนกลุ่มนี้ อีกทั้ง สามารถควบคุมโรคตามแนวชายแดนไม่ให้มาสู่คนไทย เช่น โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน มาลาเรีย เอดส์ วัณโรค เท้าช้าง ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเข้าไปแก้ไข และช่วยแก้ปัญหาการเงินการคลังให้กับโรงพยาบาลชายแดน ที่ต้องจักเงินเฉพาะของโรงพยาบาลไปให้การรักษาคนกลุ่มนี้อยู่ในปัจจุบัน

นายจุรินทร์ กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับกลุ่มแรงงานต่างด้าว ตามกฎหมายได้กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนและต้องมีการตรวจสุขภาพ รวมถึงทำประกันสุขภาพทุกครั้งที่ต่ออายุทะเบียนแรงงาน ครั้งละ 1,900 บาท ทำให้ต้องเข้มงวดและรณรงค์ให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากสนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียนได้ ก็จะช่วยลดภาระให้แก่โรงพยาบาลในเขตชายแดนได้มาก ซึ่งได้ประสานไปยังกระทรวงแรงงานแล้ว