ข่าว

วันพิพากษาวันที่ศาล"สิ้นสงสัย"

วันพิพากษาวันที่ศาล"สิ้นสงสัย"

25 ก.พ. 2553

ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคอีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาคดีที่อัยการ ในฐานะผู้ร้อง ขอให้ยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นของแผ่นดิน ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ความเข้าใจในระบบและวิธีการของศาลต่อไปนี้ จะช่วยเป็นการตอบโจทย

 วิธีพิจารณาของ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" จะใช้ระบบ "ไต่สวน" เพื่อหาข้อเท็จจริงในคดี ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณาคดีของ "ศาลอาญาทั่วไป" ที่ใช้ระบบ "กล่าวหา"

 ทั้งนี้ "ระบบไต่สวน" มีลักษณะที่สำคัญ คือ "ศาล" เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดี มีอำนาจที่จะสืบพยานเพิ่มเติมหรืองดสืบพยาน ทั้งนี้เพื่อค้นหาให้ได้ข้อเท็จจริงใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และเปิดโอกาสให้มีการเสนอพยานหลักฐานทุกชนิดสู่ศาล ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง

 ที่สำคัญในระบบไต่สวน จะไม่ใช้หลัก "ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย"  แล้วพิพากษายกฟ้อง มิหนำซ้ำหากมี "ความสงสัย" ในข้อเท็จจริงใด ศาลจะต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อให้สิ้นสงสัย

 ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่สำคัญในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองให้ชัดแจ้ง อีกทั้งพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ก็สามารถนำมาลงโทษแก่จำเลยได้อีกด้วย

        ส่วน "ระบบกล่าวหา" จะมีลักษณะสำคัญคือ ศาลมีบทบาทจำกัดเป็นเพียงผู้ตัดสินคดีเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการสืบพยานเพิ่มเติมหรือช่วยคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแสวงหาพยานหลักฐาน การดำเนินการพิจารณามีหลักเกณฑ์ละเอียดปลีกย่อยมาก ศาลใช้ดุลพินิจได้น้อยมาก คู่ความสองฝ่ายมีบทบาทสำคัญเป็นคู่ต่อสู้ซึ่งกันและกันเห็นได้ชัด ในคดีอาญาศาลจะไม่ช่วยโจทก์แสวงหาพยานหลักฐาน

 ดังนั้นบางครั้งศาลอาจยกฟ้องทั้งที่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดก็ได้ แต่พยานหลักฐานโจทก์มีข้อน่าสงสัย ต้องยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

 สำหรับการพิจารณาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 81 วรรคสอง บัญญัติว่า" ในคดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระการพิสูจน์ ที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าว มิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ

 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 35 วรรคแรก บัญญัติว่า " ผู้ใดกล่าวอ้างโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติก็ดี มิได้เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติก็ดี ผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์ต่อศาล

 ส่วนในวรรคสองบัญญัติว่า ถ้าผู้มีภาระการพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน มิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือมิได้เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในคดีนี้ (คดีที่อัยการร้องขอให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน) ทางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง ผู้ถูกกล่าวหา จะต้องนำพยานเข้าสืบก่อนฝ่ายอัยการผู้ร้องให้ยึดทรัพย์สิน... ซึ่งต่างจากคดีอาญาที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ทางอัยการผู้ฟ้อง จะต้องนำพยานเข้าสืบก่อนพยานฝ่ายผู้ถูกฟ้อง) 

 สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 หลังจากอัยการสูงสุด ในยุคนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ขอให้ศาลมีคำสั่งเงินที่มีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1,419,490,150 หุ้น ให้กลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 69,722,880,932.05 บาท และเงินปันผลจากหุ้นดังกล่าวจำนวน 6,898,722,129 บาท รวมจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวรวมทั้งบุคคลใกล้ชิดที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รวม 22 ราย ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ โดยขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจสั่งการ มอบนโยบาย เจ้าหน้าที่ของรัฐทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่ บจก.ชินคอร์ป ใน 5 นโยบาย ประกอบด้วย

  1.การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการตรา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ.2527) พ.ศ.2546

 2.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ที่ต้องจ่ายให้บริษัท ทศท จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน หรือ Prepaid Card ให้บริษัทเอไอเอส เป็นร้อยละ 20 จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบอัตราก้าวหน้าในอัตราร้อยละ 25-30

 3.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเอไอเอส โดยแก้ไขให้เอไอเอสเข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นที่มีผลให้เอไอเอสไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 18,970,579,711 บาท ให้แก่บริษัท ทศท และ กสท.

 4.กรณีอนุมัติโครงการยิงดาวเทียม ไอพี สตาร์ การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2547 การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เอื้อประโยชน์บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นฯ และบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด

 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่า กู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์  จำนวน 4,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่าจากบริษัทชิน แซทเทลไลท์ฯ

 โดยคดีนี้ศาลเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ซึ่งศาลมีคำสั่งเริ่มไต่สวนพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และพยานของผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ยื่นคัดค้าน หลังจากนั้นทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ นำพยานเข้าเบิกความอีกร่วม 30 ปาก ซึ่งพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ไต่สวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 จากนั้นจึงเริ่มไต่สวนพยานฝ่ายอัยการผู้ร้อง

 ฝ่ายอัยการเริ่มไต่สวนพยานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 โดยพยานอัยการมีร่วม 20 ปาก จากนั้นเมื่อหมดพยานฝ่ายอัยการ ทางศาลได้เรียกพยานมาไต่สวนเพิ่มเติมเองอีก 4 ปากสุดท้าย จึงเป็นอันเสร็จสิ้นการไต่สวนคดีนี้และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ รวมเวลาทั้งสิ้นในการพิจารณาคดีนี้ 1 ปี 6 เดือน