
เบื้องลึกเสื้อแดงถอยกลับที่ตั้ง
"วันนี้ไม่มีใครต้องการเจรจา เพราะฝ่ายหนึ่งไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้ประโยชน์อะไรหากทักษิณรอด ที่สำคัญเขาอยู่บนบัลลังก์อำนาจ เขาจะเจรจาทำไม" คนใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตร คนหนึ่งเคยพูดถึงแนวทางต่อสู้ของ "นายใหญ่ ณ ดูไบ" เอาไว้
เขายังบอกด้วยว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นได้นั้นประเด็นหนึ่งก็คือ การมีกำลังที่สูสีกัน ซึ่งทำให้ทุกคนเห็นตรงกันว่า กำลังที่สูสีกันจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากการระดมม็อบเสื้อแดงเข้ามากดดันทุกรูปแบบ
ใครจะคาดคิดว่า ม็อบเสื้อแดงที่ตั้งเค้าราวกับเมฆทะมึนก่อนพายุฝนว่าจะรวมตัวกันตั้งแต่ก่อนวันพิพากษาคดี ซุกหุ้นและร่ำรวยผิดปกติ 7.6 หมื่นล้านบาท จะมีอันต้องฝ่อ ถอยไปตั้งหลักนับหนึ่งใหม่
ทั้งที่ทัพย่อยในต่างจังหวัดนั้นปลุกเร้ากันตั้งแต่เดือนมกราคม และประกาศพร้อมเข้าร่วมทัพใหญ่ของ นปช.ในทันทีที่ได้รับสัญญาณ ซึ่งกำหนดกันไว้คร่าวๆ วันที่ 28 กุมภาพันธ์
เกิดอะไรขึ้นกับม็อบเสื้อแดง ที่ละทิ้งคดี 7.6 หมื่นล้านของ ทักษิณ ?
นี่คือคำตอบถึง เยื่อใยไมตรี ความรักความห่วงหาอาทร จนทักษิณ กลายเป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตย นั้นเอาเข้าจริงก็ได้เพียงแค่นี้
หรือว่าแท้จริงแล้ว ทักษิณ มองข้ามช็อตผ่านวันพิพากษา 26 กุมภาพันธ์ ไปแล้ว ?
มองว่าไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ไม่สามารถทัดทาน หรือกลับคำพิพากษาได้ เพราะตลอดเวลาของการต่อสู้นั้นได้ทำแล้วทุกวิถีทาง กระทั่งมาถึง 7 วันสุดท้ายก่อนพิพากษาถึงกับข่มขู่เอาประชาชน เอาบ้านเมืองเป็นตัวประกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวก
คนในพรรคเพื่อไทยมองว่า นี่จะไปโทษใครไม่ได้ เพราะทักษิณ "เล่นไพ่หลายใบ" คุยกับแดงทุกกลุ่ม ให้ความหวังกับทุกแกนนำ แต่บรรดาแกนนำแต่ละกลุ่มยิ่งนานวันยิ่งมีสภาพไม่ต่างจากน้ำกับน้ำมัน
ต่างฝ่ายต่างอ้างความรักต่อทักษิณ และประชาธิปไตย แต่กลับมุ่งมั่นที่จะเอาชนะด้วยวิธีการของตน
ฝ่ายความมั่นคงมองว่า สำหรับ 3 เกลอนั้น หลังศึกครั้งนี้ ยังคงมุ่งหวังที่จะกลับมาเดินบนถนนการเมือง ท่าทีที่แสดงออกมาจึงเป็นไปในลักษณะที่ยึดโยงกับประชาธิปไตย และสันติ เห็นได้จากการปฏิเสธแนวทางของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ เสธ.แดง ที่ไปเพาะสร้างกำลังกับ "แดงอุดร" ของ ขวัญชัย ไพรพนา
ที่สำคัญ เสื้อแดงต่างก็ลังเลว่า เอาเข้าจริงแล้วจะเผด็จศึกได้หรือเปล่า ขณะที่แกนนำต่างก็รู้ดีว่า น้ำเลี้ยงหล่อลื่นให้กลไกขับเคลื่อนนั้นฝืดเคืองเต็มที
ขณะที่ "แดงสยาม" ที่เชื่อมั่นใจแนวคิดประชาธิปไตย ว่าอยู่เหนือทุกส่วน ก็พยายามยึดชัยภูมิหลัก เพราะเชื่อมั่นว่า เมื่อทุกกลุ่มเข้ามาแล้ว สนามหลวง รวมไปถึงราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะเป็นที่มั่นที่เพียบพร้อมด้วยความหมาย
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ก็เลยนำไพร่พลไปตั้งมั่น ท่ามกลางซ้ายเดือนตุลานั่งจับตาเอาใจช่วย
นั่นก็เท่ากับว่า ในสมรภูมิที่มีแนวโน้มจะได้ "อนาธิปไตย" เสียมากกว่าประชาธิปไตยนั้น ยังคงมี "ชนชั้นนำ" ที่ทับซ้อนซ่อนบัลลังก์หวังจะปกครองกันอยู่
ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองที่ตั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน คตม. ก็ระดมพลประมวลข่าว และมือกฎหมาย ไว้พร้อมพรักสำหรับจัดการกับแกนนำเป็นการเฉพาะ
เรียกได้ว่า โผล่หน้ามาให้เห็นเป็นได้ถูกสแกนว่าก่อนหน้านี้มีข้อหาอะไรติดตัว
แผนการนี้ดูเหมือนทางการจะจงใจไม่ปกปิด
แกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งฟันธงแบบไม่กลัวจะหักว่า คนที่จะมาชุมนุมนอกจากจะเป็นกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาล ก็จะมีหัวคะแนน, คนรักทักษิณ, คนรักความเป็นธรรม รวมทั้งคนที่ถูกหลอกให้มาชุมนุม แต่ไม่ว่าจะมาแบบไหน งานนี้ก็มีโอกาสที่จะเจ็บปวด
ก็อย่างที่เขาว่ากันก่อนหน้านี้ การชุมนุมถ้ามองว่าเป็นประชาธิปไตยก็มองได้ และหากจะมองว่าเป็น "ธุรกิจ" ก็มองได้เช่นกัน
โดยเฉพาะธุรกิจขนคน "ขาใหญ่" ทั้งหลายจาก "กรุงเทพฯ" จาก "อยุธยา-ลพบุรี" เข้ามาเสนองาน และบางส่วนก็รับงานไปแล้ว
แต่เมื่อมีการเลื่อนออกไป แกนนำม็อบรายนี้ก็ประเมินว่า ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ การผ่อนคลาย หากเกิดเหตุรุนแรงอะไรขึ้นในช่วงนั้น ก็จะโทษม็อบเสื้อแดงไม่ได้ แล้วที่สำคัญ ม็อบก็มีโอกาสไปตั้งหลักใหม่ ซึ่งไม่แน่ว่าเมื่อกลับมาอีกครั้งในวันที่ 14 มีนาคม เหตุการณ์อาจเป็น "หนังคนละม้วน" ไปเลยก็ได้
ตรงจุดนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า แดงจะผสานการเดินหมากภายในสภาที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นแกนหลักในสภา
แดงนอกสภายิ่งแรง ก็จะส่งผลให้ในสภาถึง "จุดเดือด" ได้เร็วขึ้น
ถามว่าโอกาสที่จะกลายเป็น "จุดเปลี่ยนทางการเมือง" ได้หรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่า "มี !"
หากการชุมนุมมีคนเจ็บและถึงขั้นเสียชีวิต การขยายผลจะเกิดขึ้นในทันที กระแสต่อต้านจะถูกจุดขึ้นทั่วทุกภาค เพื่อให้เห็นว่า "รัฐบาลมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน" นั้นน่าเกลียดน่ากลัวจนปล่อยให้บริหารประเทศต่อไปไม่ได้
กระแสจะถูกเติมเชื้อเรื่อยไปจนถึงเดือนเมษายน ที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยที่ช่วงนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องมีม็อบปักหลักเป็นประจำเหมือนที่กลุ่มพันธมิตรเคยปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แต่จะปล่อยให้กระแสพัฒนาตัวเองในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่หลักในภาคเหนือ และอีสาน
ทั้งหมดนี้คือเหตุที่ทำให้มีอันต้องเลื่อนการชุมนุมของคนเสื้อแดงออกไปถึง 2 สัปดาห์ จนดูเหมือนว่า ไม่ดูดำดูดี นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร
แต่ความร้อนรน และกราดเกรี้ยวของทักษิณ ที่สังเกตได้จาก ถ้อยแถลงในงานเลี้ยงที่ กลุ่ม "กรุงเทพ 50" จัดขึ้นเมื่อวันก่อน และในเว็บไซต์ทวิตเตอร์แล้ว เมื่อยังไม่ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เมื่อยังไม่สิ้นเสียงคำพิพากษา ยังจะวางใจว่าบ้านเมืองจะสงบสันติได้หรือ
ถึงแม้ว่า กระแสข่าวว่า มีการต่อสาย "เคลียร์" จนได้ข้อตกลงที่น่าพอใจระหว่าง "ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง" กับทักษิณ เพิ่งจะลงตัว
ข่าวลือที่ว่านี้ ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการระงับความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในบ้านเมืองไปได้เลยแม้แต่น้อย
ทีมข่าวการเมือง



