ข่าว

รัฐขีดเส้นตั้งรับซื้อข้าว26ก.พ.นี้พยุงราคาอุ้มชาวนา

รัฐขีดเส้นตั้งรับซื้อข้าว26ก.พ.นี้พยุงราคาอุ้มชาวนา

24 ก.พ. 2553

รัฐเร่งตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวในวันที่ 26 ก.พ.นี้ นายกฯ ยันโครงการประกันรายได้ดีกว่ารับจำนำ ประหยัดงบ-ช่วยเหลือชาวนาทั่วถึง เตรียมขยายพืชผลเกษตรชนิดอื่น ด้านทีดีอาร์ไอแนะปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้รัดกุมขึ้น มองยังมีจุดอ่อนให้การเมืองแทรกแซง ห่วงมีคนหาช่องล้มโครง

 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังตัวแทนเกษตรกรจาก จ.พิษณุโลกและสุโขทัย เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ว่าจากการหารือได้ข้อสรุปว่าจะให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวตามราคาอ้างอิงจากเกษตรกรอย่างช้าภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพยุงราคาข้าว และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนข้าวนาปรังรอบ 2 ซึ่งว่าหลังการแก้ไขปัญหา ราคาข้าวจะกลับสู่ภาวะปกติ

 ขณะที่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "นโยบายการประกันรายได้ของเกษตรกร" ในงานสัมมนามาตรการแทรกแซงตลาดพืชผลเกษตรเพื่อป้องกันการทุจริต ย้ำว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรมีประโยชน์มากกว่าโครงการรับจำนำ และเตรียมใช้นโยบายนี้กับพืชชนิดอื่นด้วย ซึ่งการประกันรายได้รอบแรกพบว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้มากกว่าโครงการรับจำนำ อีกทั้งใช้งบประมาณน้อยกว่าด้วย หรือประหยัดได้ 4 หมื่นล้านบาท จากที่เคยใช้เงินปีละ 7 หมื่นล้านบาท

 นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง แม้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจะไม่ค่อยพร้อมและขาดการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร และดีกว่าโครงการรับจำนำที่มีการรั่วไหลทุกขั้นตอนและมีการถลุงส่วนต่างของเงินที่สูญเสียไปปีละ 1.9 หมื่นล้านบาทอย่างมาก

 อย่างไรก็ตาม ต้องปรับปรุงวิธีการปฏิบัติให้รัดกุมยิ่งขึ้น ทั้งการลงทะเบียนหากแจ้งพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าความเป็นจริงจะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว จึงเสนอนายกฯ ให้ใช้ดาวเทียมและเทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงการปรับปรุงระบบประชาคม โดยให้แรงจูงใจเกษตรกรที่ให้เบาะแสการแจ้งข้อมูลเท็จของเกษตรกรในพื้นที่ และหากมีการเรียกร้องให้เพิ่มประมาณและราคาประกันอาจทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินจ่ายชดเชยสูงขึ้น ซึ่งปีนี้มองว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการจำนวนมาก จึงอาจต้องเริ่มเก็บค่าเบี้ยประกันจากเกษตรกรและใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมาดำเนินการแทนเพื่อจะได้จำกัดวงเงินไว้

 “โครงการยังมีจุดอ่อนที่การเมืองเข้าแทรกแซงได้ รวมถึงการนำข้อมูลภายในไปหาประโยชน์ เช่น ราคาอ้างอิงของสินค้าเกษตร และขณะนี้ยังมีความพยายามจะล้มโครงการด้วยการปล่อยข่าวระบายข้าวในสต็อกทำให้ราคาตกลงมาก ซึ่งอาจเกิดความเสียหายกับรัฐบาลในการประกันรายได้ ซึ่งการระบายสต็อกข้าวนั้น ไม่ควรทำครั้งละมากๆ ควรทยอยขายไม่เกิน 2 แสนตัน” นายนิพนธ์ กล่าว