
เรือนชานบ้านเมือง-บ้านเมืองจะสงบได้
ต้องสังหาร 3 จอมบงการ (ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง)
ผมเขียนต้นฉบับ “เรือนชานบ้านเมือง” ด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความกังวลและสับสนต่อทิศทางที่สังคมไทยจะก้าวต่อไปในอนาคต เพราะวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ท่านอ่านบทความนี้ตรงกับวันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคงไม่ยึดทั้งหมด ศาลคงมีเมตตาคืนกลับไปบางส่วนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมก่อนการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่า นับแต่นี้ความขัดแย้งในสังคมไทยจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะสถานการณ์ได้สุกงอมจนทำให้ทุกฝ่าย “ขาดสติ” ก้าวข้ามเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างความถูกผิด ความดี ความชั่ว ไม่ต้องพูดถึงศีลธรรม จริยธรรม เพราะสังคมไทยจะเข้าสู่การทำศึกสงครามภายในกันเองอย่างเต็มรูป
ในสภาวะแห่งความสับสน วุ่นวายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ต้องขอขอบพระคุณหนังสือดีที่ว่าด้วย “การแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมและเป็นแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเสียจริง ซึ่งบทหนึ่งในหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆ ฉบับนี้ ได้พูดถึงการหาบทยุติความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าไม่สังหาร 3 จอมบงการที่ชักใยอยู่ข้างใน
พอผมกล่าวอ้างเช่นนี้ก็อย่าไปตีความหลงผิดไปนะครับว่า 3 จอมบงการนั้น “จอมบงการกลุ่มที่ 1” คือ กลุ่มที่เชียร์ฝ่ายอำมาตย์ใส่เสื้อสีหนึ่ง กับ “จอมบงการกลุ่มที่ 2” ที่เชียร์ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่ใส่เสื้ออีกสีหนึ่ง และ “จอมบงการกลุ่มที่ 3” คือกลุ่ม “ตาอยู่” ที่ประกอบด้วย กลุ่มนายทุน ขุนทหารและนักการเมืองที่นั่งรออยู่ในมุมมืดอย่างเงียบเชียบ เป็นจอมบงการกลุ่มที่ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (แต่สามารถเปลี่ยนสีเสื้อเข้ากับทุกฝ่ายได้อย่างกลมกลืน) และกลุ่มที่ 3 นี้แหละครับในบางอารมณ์ บางโอกาส ก็ทำหน้าที่เสมือนผู้สมานฉันท์ความขัดแย้งระหว่างจอมบงการ 2 กลุ่มแรก และในขณะเดียวกันหากมีโอกาสก็ปลุกปั่นยุแยงตะแคงรั่วให้ 2 จอมบงการฟาดฟันกันจนหมดแรงดังคำโบราณที่ว่า “นั่งตีขิมอยู่บนภู ดูเสือกัดกัน”
แต่แท้จริงแล้วการสังหาร 3 จอมบงการที่อยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างความสุข สงบสันติให้แก่สังคมไทยของผมนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจอมบงการ 3 กลุ่มที่ผมพูดถึงหรอกครับ แต่ 3 จอมบงการที่มีความชั่วร้ายพอๆ กันที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังของทุกๆ กลุ่ม ที่ทำให้สังคมไทยปั่นป่วน เป็นตัวการให้เรื่องราวต่างๆ ยืดเยื้อ ยุ่งยากบานปลายขยายขอบเขตความขัดแย้งนั่นคือ “กิเลส 3 ตัว” ที่เป็น “3 จอมบงการ” ที่อยู่ข้างใน เป็นเหตุให้คนไทยต้องทะเลาะวิวาทแย่งชิงกันทุกระดับชั้น หากควบคุมกันไม่ดีก็จะขยายไปเป็นสงครามกลางเมืองย่อยๆ ได้ ซึ่ง “จอมบงการ 3 ตัว” นั้นประกอบด้วย
“ตัณหา” เป็นจอมบงการตัวแรกที่ต้องการผลประโยชน์ เลยทำให้คนไทยต้องแย่งชิงผลประโยชน์กัน จนเกิดผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน นำมาสู่การทะเลาะวิวาทกัน
“มานะ” เป็นจอมบงการตัวที่สองนี้ คือความต้องการอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ที่จะต้องเหนือใคร ใครจะขึ้นมาแข่งขันไม่ได้ ทำให้ต้องคอยหวาดระแวง ใครจะมีอำนาจขึ้นมาแม้จะเป็นพรรคพวก เพื่อนพ้อง พี่น้องร่วมสถาบัน ก็ต้องรีบกำจัดไปให้พ้นทางเสียก่อน
“ทิฏฐิ” เป็นจอมบงการตัวสุดท้าย คือ การยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ บางครั้งก็กลายเป็นลัทธิต่างๆ ที่ปรุงแต่งขึ้นมาโดยการสร้างศรัทธาแบบงมงาย ทำให้ผู้คนหลงเชื่อโดยไม่ใช้ปัญญา ซึ่งจอมบงการตัวที่สามนี้แหละครับจะส่งผลร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม 2 ประการ ประการแรกคือ ความ “ลุ่มหลง” ทั้งหลงใหลและเหลวไหล จมอยู่ในโมหะภูมิ ประการที่ 2 คือความ “รุนแรง” จะต้องให้เป็นไปอย่างนั้น ใครไม่เอาตามก็ประณามบีบบังคับจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสังคมไทยที่กำลังสับสนวุ่นวายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ มีอยู่วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากวงจรนี้ คือ การสังหารจอมบงการทั้ง 3 ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในชักใยอยู่เบื้องหลังครับ



