
อวสานจรวดเขียวมหาภัย
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันตัดสินคดีสำคัญและถูกกระพือโดยทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายรัฐบาลเองว่าจะมีเหตุการณ์ยุ่งเหยิงในบ้านเมืองเกิดขึ้น
สังคมไทยจึงเกิดการตึงเครียดกังวลขึ้นล่วงหน้าวันที่ 26 หลายสัปดาห์ ในช่วงเวลาตึงเครียดนี้รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและ ขสมก.ได้ร่วมกันกระทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของชาวกรุงเทพฯ เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้อย่างเฉียบขาดนั่นคือการห้ามรถมินิบัสสีเขียวออกวิ่งรับคน
อันว่ารถมินิบัสสีเขียวจำนวนพันกว่าคันเศษที่วิ่งฉวัดเฉวียนอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใกล้เคียงจนได้รับสมญาว่า “จรวดเขียวมหาภัย” นั้นได้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้แก่ผู้คนทั้งที่เป็นผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นซึ่งมักจะเคยถูกกระเป๋ารถเขียวพวกนี้ “ชี้นิ้วกลาง”ใส่กันไม่เว้นแต่ละคน ผู้คนที่สัญจรก็เคยบาดเจ็บล้มตายเพราะรถพวกนี้อยู่ไม่น้อย ฉะนั้นเมื่อทางการประกาศห้ามรถที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงสภาพออกวิ่งเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นจึงไม่มีใครให้ความเห็นใจมิไยที่ผู้เสียผลประโยชน์จะอ้างคาถาเดิมที่เคยใช้ได้ผลที่ว่าคนจะต้องตกงานเป็นหมื่นคน (ตัวเลขนี้ก็ไม่ทราบว่าปั่นขึ้นมาได้อย่างไร)
ยิ่งกว่านั้นการที่รถมินิบัสเขียวตั้ง 700 กว่าคันถูกหยุดวิ่งก็ไม่ได้ทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเดือดร้อนในการสัญจรแต่อย่างไร เพราะนอกจาก ขสมก.จะอ้างว่าส่งรถเข้าไปช่วยเสริมหลายร้อยคัน (ก็ไม่รู้ว่าเอารถมาจากไหนก็เห็นร้องอยู่เสมอว่ารถขาดแคลน) แล้วในข้อเท็จจริงทุกวันนี้ยานสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่ว่าเป็นรถแท็กซี่หรือรถตู้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากซ้ำยังมีบริการรถใต้ดินบนดินเสริมอยู่หลายเส้นทาง บริการรถมินิบัสจึงไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก
รัฐบาลบังคับให้มินิบัสรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีและขยายขนาดขึ้นให้ตัวรถยาวเป็น 7 เมตร นอกจากนี้ยังให้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มซึ่งออกวิ่งให้บริการอยู่ประปรายขณะนี้
ประโยชน์ที่คนเมืองหลวงจะได้รับในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือจะช่วยลดมลภาวะในอากาศเนื่องด้วยการใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวีสร้างมลภาวะน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล แต่มีหลายฝ่ายยังตั้งข้อกังขาว่าในเมื่อมินิบัสใหม่ยังใช้พนักงานชุดเดิมไม่ว่ากระเป๋าหรือคนขับซึ่งมารยาทกักขฬะเต็มทีอยู่อย่างเดิม การเปลี่ยนแต่เพียงรูปลักษณ์และกายภาพจากสีเขียวเป็นสีส้ม จากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวี บริการก็คงเลวเช่นเดิม
เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องควรจะได้รับฟังและหาทางแก้ไขจากระบบอย่าหลงดีใจแต่ความสำเร็จขั้นต้นแต่เพียงผิวเผิน
เพื่อจะทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ให้ถ่องแท้จึงจำเป็นจะต้องเข้าใจ “กายวิภาค”ของการประกอบธุรกิจรถร่วมเสียก่อน จุดสำคัญที่ผู้ประกอบการย่อยอยู่ได้อย่างดีเพราะเขาพยายามตัดต้นทุนทุกอย่างลง เช่นที่จอดรถก็ไม่ต้องเช่าใช้ถนนสาธารณะและที่สำคัญก็คือการวางโครงสร้างในเรื่องค่าจ้างพนักงานให้ผูกกับรายได้ของรถจึงทำให้เกิดการขับแย่งผู้โดยสารและพนักงานทุกคนต้องทำงานเกินเวลาจนร่างกายและสุขภาพจิตทรุดโทรม ส่งผลร้ายต่อผู้โดยสารและผู้ใช้ถนนอื่นๆ อย่างที่ผ่านมา
ถ้าไม่แก้ระบบตรงนี้ให้ได้การเปลี่ยนสีและสภาพรถก็เป็นแค่การแปลงกายของจรวดเขียวมหาภัยเป็นจรวดสีส้มมหาภัยเท่านั้นเอง
นายหนูใหญ่ [email protected]



