
เผชิญหน้ากับคำถามใหญ่ของสังคมไทย
ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เรากำลังเผชิญคำถามใหญ่ๆ ของสังคมอยู่หลายคำถาม ไล่เรียงกันดังนี้
คำถามที่หนึ่ง เรากำลังเผชิญหน้ากับคำพิพากษาที่เกี่ยวพันกับเรื่องที่มากกว่าเนื้อหาว่า "มี" หรือ "ไม่มี" คำพิพากษา
แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำอธิบายว่า คุณทักษิณนั้นผิดหรือไม่ และจากนั้นจะต้องถามว่า อะไรคือหลักฐานและเหตุผลในการตัดสินดังกล่าว
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสังคมได้ก้าวไปสู่ความสนใจในชุดคำอธิบาย หรือมีเหตุมีผลในการตัดสินคดี มากกว่าที่จะเน้นว่าคำพิพากษานั้นถือเป็นที่สิ้นสุด
จากนั้นเรื่องราวก็จะต่อเนื่องไปอีกว่า ศาลมีคำอธิบายว่าด้วยความยุติธรรมอย่างไร ในแง่ที่ว่า นอกเหนือจากเรื่องของการพิจารณาว่าผิด หรือไม่ผิด การใช้หลักฐานแล้ว ศาลคงจะต้องอธิบายต่อไปอีกว่า การตัดสินดังกล่าวนั้นยุติธรรมไหม
และท้ายสุด คำพิพากษาของศาลนั้นจะมีแนวโน้มที่จะอธิบายต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ศาลได้รับจากฝ่ายเสื้อแดงมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะต่อเรื่องที่มาของศาล และความเกี่ยวโยงกับระบอบไม่เอาทักษิณ
ขั้นตอนและประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกระบวนการยุติธรรมอย่างมีเหตุมีผล มากกว่ามองว่า
คำถามที่สอง เรากำลังเผชิญคำถามที่ว่า นอกเหนือจากคำจำกัดความว่าด้วยเรื่องการคอรัปชั่นแล้ว อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง กับการคอรัปชั่น จะมีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งที่สามารถตรวจสอบการคอรัปชั่นได้
หมายถึงว่าเราสามารถตรวจสอบการคอรัปชั่นด้วยการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือเราต้องรอให้เกิดพลังนอกประชาธิปไตยมาจัดการการคอรัปชั่น ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
คำถามที่สาม เรากำลังเผชิญกับคำถามว่า ถ้าจะมีความขัดแย้งหลังจากการตัดสินคดีแล้ว ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นมาในลักษณะใด ใครคือขั้วขัดแย้งที่เผชิญหน้ากัน อะไรคือความขัดแย้งระหว่างขั้วของชนชั้นนำ กับการซ้อนทับกับขั้วความขัดแย้งในระดับโครงสร้างทางสังคม เช่น ความยากจน
คำถามที่สี่ เรากำลังเผชิญกับคำถามว่า ประชาชนจะมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐบาล และคำพิพากษามากน้อยแค่ไหน สื่อจะสามารถนำเสนอเรื่องนี้ให้ชัดขึ้นได้ไหม ว่าสิ่งที่จะปรากฏขึ้นคือการแสดงสิทธิเสรีภาพของประชาชน มากกว่ามองว่านี่คือข่าวม็อบในฐานะความขัดแย้ง แทนที่จะมองว่าข่าวม็อบคือข่าวการแสดงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกต่อรัฐบาล ต่อระบบที่ไม่เป็นธรรม และต่อเพื่อนของพวกเขา
นั่นหมายความต่อเนื่องว่า เราจะต้องสนใจการนำเสนอข่าวการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มากกว่าสนใจแต่ข่าวในทำนองข่าวการเผชิญหน้าและความรุนแรง
การนำเสนอข่าวว่าด้วยเรื่องการชุมนุมอย่างสงบ ในแง่ของการพิจารณาว่าการชุมนุมโดยสงบนั้นควรจะประกอบด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง มีความแตกต่างกับการเสนอข่าวการเผชิญหน้า เพราะข่าวการชุมนุมโดยสงบ จะเน้นเรื่องการพูดถึงสิทธิในการชุมนุม พูดถึงขอบเขตการชุมนุม พูดถึงการเตรียมการในการติดตามตรวจสอบการชุมนุมของทุกภาคส่วน
ต่างจากข่าวการเผชิญหน้า ที่จะเน้นการนำเสนอข่าวการคาดเดาความรุนแรง การกล่าวหาซึ่งกันและกันของฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายที่จะชุมนุม จึงกลายเป็นประเด็นหลักในสื่อ
เอาเป็นว่าอย่าเอาแต่ลุ้นว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร และจะมีความรุนแรงหรือไม่ แต่เพียงเท่านั้น แต่ควรลุ้นว่าสังคมหลังวันที่ 26 นี้จะอยู่ในแบบที่มีความเข้าใจความยุติธรรมมากขึ้นไหม จะมีความเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้นไหม จะมีท่าทีจุดยืนว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับการคอรัปชั่นหรือไม่ และท้ายสุดจะมีความเข้าใจถึงสิทธิเสรีภาพของตนเอง และเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพกับความรุนแรงได้แค่ไหนด้วยครับ



