ข่าว

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

25 ก.พ. 2553

ระหว่างที่รอดุลพินิจอย่างอิสระขององค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการวิเคราะห์เชิงวิชาการกันว่ามีความเป็นไปได้ 4 แนวทางที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

 ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขความวุ่นวายทางการเมือง ถูกจับโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ด้วย เพราะถ้าหากศาลฎีกาฯ พิพากษายึดทรัพย์ทั้งหมด แนวทางนี้ก็อาจทำให้กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมขับไล่รัฐบาลรุนแรงขึ้น แต่ถ้าหากยึดทรัพย์บางส่วน ก็อาจจะทำให้ "ทักษิณ" หยิบยกมาใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อสู้ลดน้อยลง ถึงแม้การชุมนุมจะยังคงเดินหน้าต่อไปก็ตาม

 อีกสองแนวทางที่เหลือ ก็มีความเป็นไปได้ทั้งไม่ยึดทรัพย์และเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไป ถ้าหากเกิดความวุ่นวายขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

 ไม่ว่าแนวโน้มผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นดุลพินิจอย่างอิสระของศาลฎีกาฯ จะดีที่สุด แต่สำหรับ "ทักษิณ" แล้ว ไม่ว่าจะถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด หรือบางส่วน ยังคงต้องเผชิญกับวิบากกรรมอย่างหนักหน่วง

 คำแถลงปิดคดีของอัยการสูงสุดสรุปว่า ข้อกล่าวหา "ทักษิณ" ออก 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัวมี 2 เรื่องที่เข้าข่ายความผิดอาญาคือ แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท ที่ปรากฏหลักฐานว่า "ทักษิณ" สั่งการโดยตรง ซึ่ง "ทักษิณ" ถูกยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ

 แต่ "ทักษิณ" หลบหนีหมายจับ ทำให้ศาลฎีกาฯ สั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อรอให้นำตัว "ทักษิณ" มาขึ้นศาล อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัวจริง โทษทางอาญาจำคุกระหว่าง 1-10 ปี

 แต่ถ้าศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า "ทักษิณ" ใช้คนอื่นถือหุ้นชินคอร์ปแทน ก็เท่ากับว่า "ทักษิณ" ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ป.ป.ช. 4-6 ครั้งเป็นเท็จด้วย จึงมีความผิดโทษจำคุกคดีละไม่เกิน 6 เดือน ยังไม่รวมคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก ที่ "ทักษิณ" ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว 2 ปี

 ถือเป็นวิบากกรรมที่หนักหนาสาหัสของ "ทักษิณ" เพราะอาจทำให้ "ทักษิณ" ต้องเร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศต่อไปแบบไม่รู้อนาคต !