ข่าว

ส่งออกอาหารทรุดหนัก 
 แนะรัฐจับมือภาคเอกชน
 กระตุ้นตลาดในประเทศ

ส่งออกอาหารทรุดหนัก แนะรัฐจับมือภาคเอกชน กระตุ้นตลาดในประเทศ

12 มี.ค. 2552

สถาบันอาหารเผยส่งออกอาหารไทยเดือน ม.ค.ลดลง 7.6% รับหดตัวทุกตลาดยกเว้นญี่ปุ่นยังไปได้ดี ทั้งปีคาดอยู่ที่ 6.61 แสนล้านบาท เรียกร้องรัฐจับมือภาคเอกชนกระตุ้นตลาดในประเทศ

 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยถึงตัวเลขการส่งออกอาหารไทยเดือนมกราคม 2552 ว่า มีปริมาณทั้งสิ้น 1.7 ล้านตัน ลดลง 37.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่า 49,735 ล้านบาท ลดลง 13.1% โดยเป็นการหดตัวลงทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดหลักๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอาเซียน แต่ตลาดญี่ปุ่นยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 31.8% จากการส่งออกอาหารสำเร็จรูป เช่น ปลากระป๋องและแปรรูป ผักและผลไม้กระป๋อง และอาหารแปรรูปจากธัญพืช ส่วนการส่งออกอาหารทั้งปี คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 6.61 แสนล้านบาท ลดลง 15% ปรับตัวลงมาสู่ฐานปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติอาหารทั่วโลกที่ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารปรับเพิ่มขึ้น
 ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มสินค้าเกษตรพื้นฐานจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งผลกระทบทางด้านความต้องการและราคาที่ปรับตัวลดลง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลดลงในปัจจุบันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งออกอาหารกลุ่มนี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่จากความต้องการอาหารทั่วโลกจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมกันผลักดันการจำหน่ายสินค้าในประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน รวมถึงเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อลดอุปสรรคการส่งออก
 "เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มจะติดลบ 2% จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและอาจจะยืดเยื้อออกไปอีก 2 ปี การส่งออกรวมจะลดลง 8% และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการว่างงาน เพิ่มขึ้น 8 แสนคน ถึง 1 ล้านคน คิดเป็น 2.1-2.6% ของแรงงานทั่วประเทศ ส่วนค่าเงินบาท คาดว่าจะอ่อนตัวอยู่ที่ระดับ 37-38 บาทต่อดอลลาร์" นายยุทธศักดิ์กล่าวและว่า ในอุตสาหกรรมอาหารยืนยันว่ายังไม่มีการปลดคนงานออก มีแต่ความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น ในอุตสาหกรรมข้าวโพดแปรรูป และไก่"