ข่าว

อธิบดีDSIสวนกกต.หยุดวิจารณ์สำนวนคดีเงินปชป.

อธิบดีDSIสวนกกต.หยุดวิจารณ์สำนวนคดีเงินปชป.

24 ก.พ. 2553

อธิบดีดีเอสไอ สวนหมัด กกต. หยุดวิจารณ์สำนวนคดีเงิน บริจาค 258 ล้านบ.เข้าพรรค ปชป. ควรแยกประเด็นให้ชัดเจน ประธานสอบยุบ ปชป. ชี้ เงิน 258 ล้านเหมือนเงินโจร หาก ปชป. รับก็ต้องถูกยุบ

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะประธานคณะทำงานนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบเงิน 258 ล้านบาท ออกมาระบุว่า คดีเงิน 258 ล้านบาท ที่ ดีเอสไอส่งมาให้ กกต.ตรวจสอบนั้น ยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นเงินที่ยักยอกมาโดยมิชอบ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่า สำนวนที่ดีเอสไอส่งให้กกต.ไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งแยกสำนวนกัน หน้าที่ของกกต.ต้องสอบสวนให้ทราบว่าเงินบริจาค 258 เข้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกนำไปใช้เป็นถูกต้องตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือไม่ ส่วนประเด็นนำเงินออกจากบริษัททีพีไอ จำกัด มหาชน แล้วไม่รายงานตลาดหลักทรัพย์ เป็นความเป็นตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

 “ผมไม่อยากให้สัมภาษณ์อีกเพราะพูดกี่ครั้งก็เหมือนเดิมว่าดีเอสไอหมดหน้าที่แล้ว ที่ผ่านมาดีเอสไอเข้าไปทำคดีแล้วพบว่า อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้ กกต.ไม่ควรวิพากษ์ วิจารณ์ การทำงานของดีเอสไอเช่นนี้ หากเห็นว่าสำนวนไม่ครบถ้วนและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กกต.สามารถสอบสวนได้ทันที เพราะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง” นายธาริต กล่าว

 นายธาริต กล่าวอีกว่า ดีเอสไอทำงานตามกรอบอำนาจหน้าที่ เบื้องต้นแค่ตรวจสอบพบข้อมูลพบว่ามีความผิดปกติจะส่งเรื่องไปยังองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กรณีตรวจสอบโครงการฮั้วประมูล พบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริจ(ป.ป.ช.) ทันที จากนั้นเป็นหน้าที่ของป.ป.ช.ที่จะสอบสวนเพิ่มเติม หรือตั้งอนุกรรมการโดยให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษไปร่วมสอบสวน หากเป็นคดีที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ และสรุปสำนวนส่งอัยการ ที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา แต่ไม่เข้าใจ กกต.เหมือนกัน

ชี้เงิน258ล้านเหมือนเงินโจรหากปชป.รับก็ต้องถูกยุบ

 ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ประธานคณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดี 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งเอกสารและบุคคลเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องการอนุมัติจ่ายเงิน 258 ล้านบาท ว่าบริษัททีพีไอโพลีน อนุมัติจ่ายได้อย่างไร เพราะบริษัทยังอยู่ในช่วงการฟื้นฟูกิจการ โดยเราต้องขอสำสั่งอนุมัติจ่ายเงินจากศาล รวมถึงบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น และข้อบังคับต่างๆของบริษัท ซึ่งเรื่องต่างๆที่เรากำลังหานี้ ไม่มีระบุอยู่ในสำนวนของ ดีเอสไอ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยระบุว่าทำสำนวนมาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราไม่อยากโยนกลับไปให้ดีเอสไออีก เพราะมันจะเหมือนการเล่นขายของที่โยนกลับไปกลับมา ดังนั้นคณะทำงานยืนยันว่าในครั้งนี้จะใช้ดุลพินิจทำความเห็นไปเลยว่าสมควรเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคหรือไม่ เพราะเรามีสิทธิในการใช้ดุลพินิจ จะเรียกว่าล้วงลูกก็ได้ และหากเราได้ข้อมูลมาก็จะส่งลับไปให้ดีเอสไอเพื่อนำไปใช้เพิ่มในการฟ้องศาลเช่นกัน หรือจะว่าเราล้วงลูกก็ได้

 ม.ล.ประทีป กล่าวว่า การทำงานของคณะทำงานนั้น ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้เห็นสำนวน ที่ทางดีเอสไอส่งมาก่อนเลย ดังนั้นการทำงานในขณะนี้จึงเป็นลักษณะอ่านไปทำไป เจอข้อสงสัยตรงไหนก็บันทึกเอาไว้และสอบเพิ่มเติม เช่นเราต้องดูเรื่ององค์ประกอบความผิดว่าครบหรือไม่ นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่าเป็นเรื่องเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ และดูด้วยว่าการได้เงินนั้นเป็นการได้ในนามส่วนตัวหรือในนามพรรค และเป็นการนำเงินไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เลือกตั้ง เช่นทุจริตเลือกตั้งหรือซื้อเสียงหรือไม่

 ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณี 258 ล้านจะนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่ หากไม่ได้นำเงินไปใช้ในการทุจริตเลือกตั้ง ม.ล.ประทีป กล่าวว่า ตามมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 ระบุว่าห้ามรับเงินที่มีผู้บริจาคให้พรรค โดยที่ไม่ปรากฏชื่อผู้บริจาค นอกจากนี้ มาตรา 65 ยังระบุว่าห้ามรับเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจะเป็นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามมาตรา 94 เรื่องนี้หากพูดง่ายๆก็คือหากเงินที่ได้เป็นเงินโจร หากพรรคไปรับก็เหมือนรับของโจร

 อย่างไรก็ตาม ม.ล.ประทีป ยอมรับว่า กรณีนี้จะหาหลักฐานการเชื่อมโยงกับพรรคก็เป็นเรื่องยาก เพราะคนที่ทำผิดก็คงไม่ทิ้งหลักฐาน เหมือนที่บริษัทยังมี 2 บัญชี คือบัญชีที่ใช้จริงและใช้แสดง หากจะเอาผิดเราต้องหาหลักฐานแวดล้อมให้มากที่สุด

 ม.ล.ประทีป กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงโจมตีว่า เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยเป็นผู้ว่าราชการสุราษฎร์ธานี ว่า ตนก็รู้จักกับหลายคน นายจตุพร พรหมพันธ์ ก็รู้จักกันเพราะเขาเคยพาคนไปปิดล้อมศาลากลาง เขารู้ดีว่านิสัยตนเป็นคนอย่างไร นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็รู้จักกัน ในพรรคเพื่อไทยก็รู้จักหลายคน เช่น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับในพรรคประชาธิปัตย์ เราจะรู้จักใครไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ต้องดูว่าพฤติกรรมเป็นคนอย่างไร แต่เมื่อตนมารับตำแหน่งนี้ก็มีคนโทรมาต่อว่า หรือเขียนเป็นบัตรสนเท่ห์กล่าวหาเช่นเป็นเจ้าชั้นปลายน้ำ ไม่มีจุดยืน เข้ามาเพื่ออุ้มพรรคประชาธิปัตย์