
คนรัดเข็มขัดยอดรูดปื๊ดวูบ9.45% ธปท.ชี้สัญญาณดีผู้บริโภคระวังตัวช่วงเศรษฐกิจทรุด
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเดือนมกราคม 2552 ลดลง 9.45% สวนทางยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 4.53% ธปท.มองเป็นเรื่องดี ประชาชนรัดเข็มขัดในช่วงเศรษฐกิจชะลอ ชี้ส่วนใหญ่ใช้จ่ายเพื่อบริโภคและซื้อสินค้าฟุ่ยเฟือย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลการให้บริการบัตรเครดิตแยกตามประเภทบัตรเครดิต พบว่า การใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิตในเดือนมกราคม 2552 มีปริมาณลดลงเหลือ 75,310.50 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณ 83,173.26 ล้านบาท หรือลดลง 9.45% โดยเป็นการปรับลดลงผ่านการใช้บัตรเครดิตในทุกประเภท โดยในส่วนธนาคารพาณิชย์ไทยมีปริมาณการใช้จ่ายลดลงเหลือ 43,774.37 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณ 49,241.16 ล้านบาท หรือลดลง 11.10%
จากข้อมูลพบว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเดือนมกราคม 2552 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น เป็นผลมาจากปริมาณการใช้ที่ลดลงในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลง 10.27% ปริมาณการใช้จ่ายในต่างประเทศ ลดลง 4.92% และการเบิกเงินสดล่วงหน้าที่ลดลง 7.57%
อย่างไรก็ตาม จำนวนบัญชีและยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในเดือนมกราคม 2552 ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนบัญชีรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13.02 ล้านบัญชี จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 12.00 ล้านบัญชี โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในทุกประเภทบัตร ทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 9.60% สาขาธนาคารต่างประเทศเพิ่มขึ้น 4.32% และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 8.64% เช่นเดียวกับยอดสินเชื่อบัตรเครดิตคงค้างรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 183,928.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 175,950.99 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.53%
ด้านนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตที่ลดลงว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งการกู้เงินผ่านบัตรเครดิตส่วนใหญ่ทำให้เกิดหนี้ และผู้ใช้มักจะนำไปใช้เพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ เพราะแยกไม่ออกว่าการใช้จ่ายสิ่งไหนจำเป็นและสิ่งไหนที่ไม่จำเป็น แต่เป็นความต้องการส่วนตัวหรือสิ่งฟุ่มเฟือย
“การที่ปริมาณการใช้บัตรเครดิตลดลงถือเป็นเป็นเรื่องดีที่ประชาชนระมัดระวังในเรื่องนี้ สะท้อนว่าประชาชนปรับตัวได้และมีวิจารณญาณ หากเศรษฐกิจยังแย่เช่นนี้ต่อไป หนี้ภาคครัวเรือนจะลดลงได้ แต่ก็อาจจะเพิ่มได้ หากประชาชนเองยังต้องการสภาพคล่องเพื่อใช้จ่าย ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าประมาท และควรเตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น” นายเกริกกล่าว



