
คลังโต้"ลียองเนส์"ไม่น่าเชื่อถือ "อภิสิทธิ์"ยันไม่ปล่อยให้ติดลบ9%-สศค.ปรับเป้าใหม่
"อภิสิทธิ์"ห่วงเศรษฐกิจทรุดเร็ว รายได้รัฐวูบดันหนี้สาธารณะพุ่ง ยันไม่ปล่อยเศรษฐกิจปีนี้ติดลบ 9% ตามตัวเลขเครดิต ลียองเนส์ คลังโต้บทวิเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ สศค.ปรับเป้าจีดีพี 25 มีนาคมนี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่ากระทรวงการคลังได้รายงานหนี้สาธารณะต่อประชุม โดยยืนยันว่าการบริหารจัดการยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง มีสัดส่วนต่ำกว่าหลายประเทศ แต่รัฐบาลจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง จะกระทบกับการจัดเก็บรายได้ ภาระหนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้นค่อนข้างเร็ว ซึ่งคาดว่า แนวโน้มหนี้สาธารณะคงค้างและภาระหนี้สาธารณะต่องบประมาณของไทยปี 2552 มีประมาณ 4,063 พันล้านบาท หรือ 43.34% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่เครดิต ลียองเนส์ ออกบทวิเคราะห์ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีสิทธิ ติดลบ 9% ว่า เป็นการคำนวณตัวเลขภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจนิ่งในช่วงไตรมาส 4 แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ให้เศรษฐกิจติดลบถึง 9% และหากเศรษฐกิจไทยติดลบสูงขนาดนั้น เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็จะติดลบใกล้เคียงกันหมด
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า การวิเคราะห์ของเครดิต ลียองเนส์ ที่ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะติดลบถึง 9% ในปีนี้ เป็นการกระทำบนพื้นฐานที่นำตัวเลขจีดีพีในไตรมาสสี่ปีที่แล้วมาคำนวณจีดีพี และไม่ได้มีแบบจำลองในการคำนวณอื่นมาเทียบเคียง ฉะนั้น จึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ขณะที่ช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้วมีเหตุการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งก็คือ การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ขณะนี้ ปัจจัยดังกล่าวและปัจจัยอื่นเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
“เราไม่ได้ค้านว่า เศรษฐกิจไทยเราจะไม่ติดลบ แต่การวิเคราะห์บนพื้นฐานที่ไม่มีแบบจำลองมารองรับนั้น เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่สามารถยอมรับได้ และบทวิเคราะห์นี้ ก็ไม่มีการลงชื่อผู้เขียนด้วย" แหล่งข่าวกล่าว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างประเมินอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ในปีนี้ใหม่ ซึ่งจะแถลงให้ทราบในวันที่ 25 มีนาคมนี้ โดยปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อจีดีพีในปีนี้ คือ ภาวะเศรษฐกิจของ 14 ประเทศคู่ค้าของไทยที่ขณะนี้คาดว่าจะขยายตัวติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1% เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมมีสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกปัจจัยที่จะช่วยดึงจีดีพีของไทย คือ นโยบายของรัฐบาลที่เร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ



