
ทำไมไม่รอฟังศาล
แทบไม่มีใครสงสัย หรือเคลือบแคลงหลักการของ เรืองไกร ลีกิจวณิช ส.ว.สรรหา ที่หลายคนให้ฉายาว่า "จอมสอย" หรือ "นักร้อง" หรืออะไรก็ตามแต่ที่มีความหมายในทำนองนี้
เพราะว่า เรืองไกร เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวบ้านทั่วไปเพราะไปร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนักการเมืองคนนั้นคนนี้ แม้กระทั่งสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง แกก็ร้องขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ
ถึงจะมีหลายคนหมั่นไส้อยู่บ้าง แต่ที่ เรืองไกร ทำไปนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็น "งาน" ที่ช่วยชาติได้อย่างหนึ่ง
แต่การตัดสินใจขึ้นเวทีพูดถึงการตรวจสอบตามมาตรฐานของตนเอง และไม่เห็นด้วยกับมาตรฐานที่ คตส.กับอัยการยื่นเรื่องฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ข้อหา "ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน" และ "การได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควร" ตามกฎหมาย ป.ป.ช. และยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง นับเป็นการตัดสินใจที่ล่อแหลมอย่างยิ่ง
เพราะสถานการณ์ในทุกวันนี้ ทุกฝ่ายต่างก็กระหายใคร่รู้ว่าที่สุดแล้วผลของคดีนี้จะออกมาอย่างไร การให้ข้อมูล "เท่าที่รู้" หรือ "เท่าที่เข้าใจ" แก่ฝ่ายที่มีอคตินับเป็นการกระทำที่เสี่ยงว่าจะไปจุดชนวนความขัดแย้งให้บานปลายออกไป
เหตุผลประการสำคัญที่ เรืองไกร ไม่เห็นด้วยกับการฟ้องร้องในคดีนี้ เพราะยกเอาประมวลกฎหมายอาญามาเป็นหลัก ไม่ได้ย้อนไปดูการกำเนิดของ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง" ว่ามาอย่างไร ไม่ได้ดูกฎหมาย ป.ป.ช.ปี 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น มีแนวคิด เจตนารมณ์อย่างไร
ที่สำคัญบทเรียนในอดีตนั้น ทั้งที่รู้กันดีว่า การจะไปหาใบเสร็จมามัดนักการเมืองเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้คนเหล่านั้นมีศีลธรรม มีจริยธรรม ทั้งที่รู้ว่าไม่ต่างจากพยายามง้างปากหมาเพื่อหางาช้าง
จริงอยู่ "ใบเสร็จ" ที่ เรืองไกร เคยเสาะหา ค้นหา ตามวิธีการของตนนั้น มันก็มีบ้างที่น่าภาคภูมิ แต่เรืองไกร ก็ไม่ควรด่วนปฏิเสธบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้มากว่า 10 ปี ว่า ไม่ใช่แนวทางที่ถูกที่ควร โดยเฉพาะหากเกิดข้อสงสัยให้ยกเป็นประโยชน์แก่จำเลย เหมือนที่คุ้นเคยกับกฎหมายอาญา เพียงเพราะเห็นว่า มันมีคำว่า "อาญา" เหมือนกัน
ผมเชื่อใจเจตนาบริสุทธิ์ของเรืองไกร แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากเกิดอะไรที่ทำให้บ้านเมืองวิบัติ มิคสัญญี เพราะเข้าใจผิดในเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
แต่เอาเถอะ !! ในเมื่อทุกคนต่างก็เชื่อมั่นในความเป็นธรรมของศาล แล้วทำไมไม่รอให้ศาลท่านได้พิพากษา



