ข่าว

ตร.ปะนาเระ..เซฟชีวิตกับเครื่องตัดสัญญาณส่วนตัว

ตร.ปะนาเระ..เซฟชีวิตกับเครื่องตัดสัญญาณส่วนตัว

24 ก.พ. 2553

ท่ามกลางไอระเบิดและดินปืนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารต้องสังเวยชีวิตและเลือดเนื้อรายแล้วรายเล่า หากจะมี "อุปกรณ์" ใดที่สามารถนำมาช่วยลดความสูญเสียได้ พวกเขาก็ไม่รั้งรอที่จะ "แสวงหา" มาเป็น "ยันต์" กันเหนียว

 ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะเป็นเครื่องรางของขลัง หรืออุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีระดับกลางอย่าง เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และเครื่องตัดสัญญาณรีโมท ชนิดพกพาติดตัว ?!!

  ข้อความโฆษณาชวนเชื่อตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงที่วางขายอยู่เกลื่อนตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดึงดูดให้ตำรวจ สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี หยุดคิดใคร่ครวญไปจนถึงซื้อมาทดลองใช้ ในยามที่เครื่องมือเครื่องใช้ขาดแคลนไม่พอกับกำลังพล แม้มันจะให้ผลเพียงน้อยนิดก็คุ้มค่า ยิ่งเมื่อนำมาทดลองใช้แล้วพบว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอแก่ความไว้วางใจ วันนี้อุปกรณ์ตัดสัญญาณรีโมทและสัญญาณมือถือจึงกลายเป็นสิ่งต้องการในอันดับต้นๆ ของตำรวจโรงพักนี้

 อุปกรณ์ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือพกพา (Cell Phones Jammer) นำเข้าจากจีนและไต้หวัน ตัวเล็กมีลักษณะไม่ต่างอะไรกับวิทยุสื่อสาร ราคาซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ 3,800 บาท จากเดิมที่นำเข้ามาครั้งแรกอยู่ที่ 5,500 บาท ใช้แหล่งพลังงานจากที่ชาร์จไฟในรถยนต์ จึงสามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกหนทุกแห่ง โดยไม่ต้องคอยพะวงว่าจะขาดแหล่งพลังงาน มีรัศมีตัดสัญญาณมือถือ 20-30 เมตร ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างเครื่องกับเสาสัญญาณมือถือด้วย

 ส่วนเครื่องตัดสัญญาณรีโมทจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย ตำรวจปะนาเระใช้ติดรถสายตรวจทุกคันที่มีอยู่ เนื่องจากเป็นเครื่องตัวใหญ่จึงใช้ไฟกระแสสลับ จึงต้องมีตัวแปลงไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งเป็นไฟกระแสตรงให้เป็นกระแสสลับ มีรัศมีทำงานในระยะ 50-60 เมตร ราคาปัจจุบัน 8,000 บาท จากเดิม 12,000 บาท ซึ่งไม่แพงเกินกว่าชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน

 "การออกปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง" พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ เจ้าของไอเดียกล่าวกับ "คม ชัด ลึก"

 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 เกิดเหตุระเบิดที่ตลาดนัดบ้านปาลัส อ.ปะนาเระ ส่งผลให้ ด.ต.ประเทือง สุวรรณสงเคราะห์ และ ด.ต.พงษ์เทพ ยกประสพรัตน์ เสียชีวิต จากเหตุการณ์ครั้งนั้น พ.ต.อ.นฤชา เลยเสาะหาอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่จะช่วยรักษาชีวิตและเลือดเนื้อผู้ใต้บังคับบัญชา กระทั่งมาลงตัวที่เครื่องตัดสัญญาณมือถือและรีโมท

 แม้ว่าภาครัฐจะมีจัดหาอุปกรณ์ทั้งสองชนิดให้กับทุกสถานีตำรวจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อเทียบกับสถิติระเบิดและกำลังพลแล้วไม่เพียงพอกับความต้องการ ผกก.สภ.ปะนาเระ จึงใช้งบประมาณกองทุนสืบสวนของโรงพักที่มีอยู่ปีละ 5 หมื่นกว่าบาท จัดซื้ออุปกรณ์ทั้งสองชนิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ใช้งาน ประกอบกับเงินบริจาคจากภาคเอกชน สามารถซื้อเครื่องตัดสัญญาณมือถือและรีโมทขนาดพกพาแล้วกว่า 40 ชุด ขณะเดียวกันก็นำร่องด้วยการให้สหกรณ์ สภ.ปะนาเระ จัดซื้อแล้วให้ข้าราชการตำรวจผ่อนกับสหกรณ์ในราคาเหมาะสม

 "แม้ว่าเราจะมีอุปกรณ์ให้เบิกใช้ แต่ลูกน้องบางรายเขาก็อยากมีไว้ใช้งานเป็นของส่วนตัว ผมเลยให้สหกรณ์จัดซื้อแล้วใครอยากได้ก็ผ่อนเอากับสหกรณ์ ทำให้ตำรวจหลายคนในโรงพักปะนาเระ มีอุปกรณ์ไว้ป้องกันตัวเวลาออกปฏิบัติหน้าที่ ช่วยสร้างความอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง" พ.ต.อ.นฤชา กล่าว

 ระยะแรกๆ ที่นำเครื่องมือทั้งสองชนิดมาใช้งาน พ.ต.อ.นฤชา เล่าขำๆ ว่า รีโมทกันขโมยรถยนต์ชาวบ้านหลายคันใช้งานไม่ได้ ร้องเสียงดัง บางคนต้องเรียกช่างซ่อมมาดูบอกว่า ถ่านหมดบ้าง ต้องเปลี่ยนถ่านเสียเงิน 200-300 บาทบ้าง ระยะหลังเริ่มรู้พอใช้งานไม่ได้ใช้กุญแจไขสัญญาณกันขโมยก็ดังอีก นานๆ ไปทุกคนก็เริ่มรู้ว่าพอมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ต้องมีตำรวจ-ทหารมาปฏิบัติหน้าที่ละแวกนั้น ทุกคนก็เข้าใจ จากความไม่พอใจก็แปรเปลี่ยนมาเป็น "อุ่นใจ" แทน

 ...ว่ากันว่าอุปกรณ์ชนิดนี้ตำรวจปะนาเระพกพาติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง ถึงขนาดไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารข้างทางก็ยังต้องมีติดตัวไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงให้ต้องเร่งรุดไปตรวจที่เกิดเหตุเมื่อไร จึงต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนเสมอ ?!!

 พ.ต.อ.นฤชา อธิบายเพิ่มเติมถึงวิธีใช้เครื่องตัวนี้ว่า จะทำในกรณีฉุกเฉิน เช่น ติดตามไล่ล่าตัวคนร้ายระหว่างหลบหนี และการเข้าจุดเกิดเหตุ เนื่องจากคนร้ายมักจะวางกับดักล่อ เมื่อเกิดระเบิดลูกแรกแล้วมักจะมีลูกที่ 2, 3 หรือ 4 ตามมาขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พร้อมกับยืนยันว่าสิ่งที่ตำรวจทำไปทุกอย่าง ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายมหาชน มุ่งเน้นให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง

 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อปี 2551 แล้วนำเครื่องมือตัดสัญญาณพกพามาใช้จนถึงปัจจุบัน สถิติความสูญเสียกำลังพลของ สภ.ปะนาเระ จากเหตุลอบวางระเบิดอยู่ที่ "0" 

 ผกก.สภ.ปะนาเระ เล่าประสบการณ์ตรงในประสิทธิผลของเครื่องตัดสัญญาณพกพาทั้งสองชนิด...ประมาณเดือนพฤษภาคม 2552 เกิดเหตุคนร้ายฆ่าเผาสองหญิงชราบนถนนบ้านท่าน้ำ-บ้านโต๊ะชา ต.ท่าน้ำ พ.ต.อ.นฤชา ออกไปตรวจที่เกิดเหตุและไม่ลืมนำเครื่องตัดสัญญาณไปด้วย วันนั้นไม่มีใครรู้เลยว่ามีระเบิดลูกที่ 2 ซุกซ่อนอยู่ในที่เกิดเหตุ พอคล้อยหลังเจ้าหน้าที่กลับออกมาแล้ว พ้นระยะทำงานของเครื่องตัดสัญญาณ ระเบิดที่ซุกไว้ก็ทำงานทันที

 "โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ มารู้ตอนหลังว่าคนร้ายพยายามกดระเบิดหลายครั้ง แต่ระเบิดไม่ทำงาน พอเครื่องตัดสัญญาณออกมาพ้นรัศมีระเบิดก็ทำงานทันที วันนั้นถ้าไม่มีอุปกรณ์ตัวนี้ เชื่อว่าทั้งผมและลูกน้องคงบาดเจ็บกันหลายราย" พ.ต.อ.นฤชา เล่า

 "สิ่งไหนที่ทำให้เจ้าหน้าที่เราปลอดภัยเราต้องเอาไว้ก่อน ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานสำคัญที่สุด" พ.ต.ท.ไพสิฐ แก้วจรัส รอง ผกก.ปป.สภ.ปะนาเระ กล่าวเสริม

 ตอนนี้ พ.ต.อ.นฤชา กับ พ.ต.ท.ไพสิฐ กำลังมีแผนจะซื้อเครื่องตัดสัญญาณตัวใหญ่ขนาด 200 วัตต์จากสิงคโปร์ สามารถตัดคลื่นสัญญาณได้ทุกชนิด ติดแต่ว่ามีราคาแพงหลักแสนบาท ถ้าภาครัฐและหน่วยงานต้นสังกัดจะเล็งเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ จัดหาให้กับเจ้าหน้าที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดสรรงบประมาณหรือวิธีซื้อก่อนผ่อนทีหลัง อย่างที่ตำรวจปะนาเระกำลังทำอยู่ก็ได้

 แต่ต้องให้เร็ว ก่อนน้ำตาและเสียงคร่ำครวญจากความสูญเสียจะดังระงมขึ้นอีกครั้ง ?!!