
ภูมิใจไทยรุกแจงชาวบ้านหวั่นถูกแดงล้างสมอง
มท.2 สั่งผู้ว่าฯ เตรียมกำลัง "อส.-อพปร." รับมือม็อบเสื้อแดง หวังยึดศาลากลาง พร้อมแจง ปชช. อีสาน - เหนือ ร่วมชุมนุมเสื้อแดงขนคนเข้ากรุง หวั่นมือที่3 ป่วนสร้างความวุ่นวาย จิตแพทย์เตือนรู้เท่าทันสื่อรู้เท่าทันตนเองป้องกันเหตุรุนแรงทางการเมือง
(23ก.พ.) นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ส.ส. และสมาชิกพรรค ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท เพราะพบว่าในแต่ละพื้นที่มีรายงานการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในพื้นที่ ซึ่งไปถึงระดับหมู่บ้านในทุกจังหวัด โดยพรรคมองว่าเรื่องนี้ต้องอธิบายให้ประชาชนฟังถึงอำนาจอิสระของ ศาล และต้องอธิบายให้ฟังถึงผลการพิพากษาที่ออกมา ทั้งนี้สถานการณ์การเมืองจะหนัก หรือเบาต้องรอหลังวันที่ 26 ก.พ.เป็นต้นไป
"บุญจง"สั่งผวจ.เตรียมกำลังอส.-อพปร.รับมือม็อบแดงยึดศาลากลาง
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยและรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงมาตรการป้องกันการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในช่วงการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ทำความเข้าใจกับประชาชน ที่จะเดินทางมาชุมนุม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า จะมีการยึดศาลากลางของแต่ละจังหวัดนั้น เขาได้สั่งให้ผู้ว่าฯ เตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยใช้กำลังจาก อส.และอพปร. ในแต่ละจังหวัด ดูแลโดยไม่ได้ขอกำลังทหารเข้ามาช่วยดูแล
“จากรายงานของกระทรวงมหาดไทย ทราบว่า จะมีการขนคนมาชุมุนมโดยใช้วิธีกองทัพมด ใช้รถกระบะขนคนเข้ามา และถ้าเกิดขึ้นจริง จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไป เพราะการจราจรใน กทม.คงจะติดขัด ส่วนการขนอาวุธเข้ามาในพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยยังไมได้รับรายงาน แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือมีจำนวนคนมากในการชุมนุมเพราะจะไม่สามารถควบคุมได้ จนอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย และมือที่3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ได้ง่าย ” รมช.มหาดไทย กล่าว
“พงษ์เทพ” จี้รัฐจัดการมือที่ 3 ป้ายสีเสื้อแดง
ที่รร.รัตนโกสินทร์ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ขณะนี้ว่ากำลังมีความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น เพื่อป้ายให้กับกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้ารัฐบาลมีความสุจริตใจก็ขอให้เร่งตรวจสอบและนำตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีจับกุมผู้สร้างสถานการณ์มาดำเนินการตามกฎหมาย ตนบอกได้อย่างหนึ่งว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อประเทศมาก และเป็นกระบวนการที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขหรือไม่ เวลามีความขัดแย้งจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ก็อยู่ที่กระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนไว้วางใจ ต้องยอมรับว่าข้อมูลข่าวสารที่ออกมาสู่ประชาชนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมของคนในกระบวนการยุติธรรมบางคน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือบางศาล ยอมรับว่าคนที่ดีก็มี ในศาลก็มีอยู่เยอะ แต่มีบางคนที่มีพฤติกรรมต่างๆที่ทำให้ความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม และในศาลลดน้อยลง ถ้าหน่วยงานใดก็ตามรวมทั้งศาลด้วย ไม่ดำเนินการกับคนของตัวเองที่ออกนอกลู่นอกทาง หน่วยงานนั้นก็จะสูญเสียความเชื่อถือที่ได้รับมา ซึ่งตนเป็นห่วงจุดนี้ ถ้าประชาชนไม่ไว้วางใจหรือเชื่อถือก็เป็นไปได้ยาก
“การเรียกร้องความเป็นธรรมมีกระบวนการอยู่ อะไรที่เบี่ยงเบนไปจากหลักการทางกฎหมายนั้นก็เห็นประจักษ์ทั่วไป มีคำพูดที่กล่าวกันไว้ว่า คนพอที่จะทนได้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่จะทนไม่ได้เลยกับผู้ใช้กฎหมายที่อยุติธรรม ขอฝากไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายว่าเป็นคำพูดที่เป็นสัจจะวาจาได้จำไว้” นายพงษ์เทพ กล่าว
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะฟ้องศาลโลกหากไม่ได้รับความยุติธรรม นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ อาจจะมีช่องทางก็ได้ ต้องไปถามคนที่จะใช้ ตนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าถ้าคิดจะใช้ควรจะใช้ช่องทางไหน เพราะกระบวนการศาลต่างๆเหล่านั้น หรือองค์กรระหว่างประเทศเหล่านั้น ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับประเทศอื่นๆก็มีปกติ ในยุโรปก็มีศาลเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธิมนุษยชน อย่างประเทศหนึ่งศาลตัดสินคดีไปแล้ว เขาก็ยังไปร้องศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ แต่กระบวนการพิจารณาแต่ละประเทศแตกต่างกัน คงต้องดูเป็นกรณีๆไป
จิตแพทย์เตือนรู้เท่าทันสื่อรู้เท่าทันตนเองป้องกันเหตุรุนแรงทางการเมือง
จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันกับการคาดการณ์ต่างๆนานา ถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ประชาชนคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือหยุดรับข่าวสารการเมืองที่เกิดขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อและรู้เท่าทันตนเอง ซึ่งควรพิจารณาว่า ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับเป็นความจริงหรือข่าวลือ โดยรับข้อมูลข่าวสารให้รอบด้าน ข้อมูลข่าวสารใด ถ้าทำให้เกิดความโกรธแค้นรุนแรงจนตนเองเกิดอคติ แสดงว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นอาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรดูแลอารมณ์ของเราให้ดี ที่สำคัญ คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ทั้งกับตัวเอง ครอบครัว หรือคนที่เรารัก ว่าจะเป็นเช่นไรถ้าเราวู่วามหรือร่วมทำกิจกรรมใดๆด้วยความโกรธแค้น ขอให้เตือนตัวเองเสมอว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครคิดเหมือนกันทั้งหมด ผู้ที่มีความเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูที่ต้องเอาชนะ
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวต่อว่า สื่อ เป็นเหมือนดาบ 2 คม อาจช่วยกระตุ้นให้คนรักชาติได้ แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้คนในชาติเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันได้เช่นกัน สื่อ จึงจำเป็นต้องนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริงรอบด้าน
อย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรมและไม่ชี้นำ เพราะสื่อมีพลังในการชักจูงมวลชนได้มาก ทั้งนี้ ครอบครัวจำเป็นต้องช่วยเตือนกัน ในการรับข้อมูลข่าวสารหรือจัดการความไม่ลงรอยในครอบครัวเนื่องจากความเห็นต่าง ไม่ใช่ทะเลาะหรือเอาชนะกัน ที่สำคัญ ต้องสอนและอธิบายสภาพบ้านเมืองให้เด็กเข้าใจ ยิ่งเป็นเด็กเล็ก ยังไม่โตพอที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร พ่อแม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณและไม่ควรปลูกฝังความเกลียดให้กับเด็ก แต่ควรอธิบายเหตุผลเพื่อสร้างความฉลาดทางอารมณ์ นอกจากนี้ ยิ่งผู้ใหญ่กังวล ผลกระทบก็จะยิ่งส่งผ่านถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้น เนื่องจากเด็กมีสัมผัสการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์มากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งจะยิ่งทำให้เด็กเครียดและกังวลมากขึ้นได้
เมื่อถามถึงหลักจิตวิทยาการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้อย่างไรนั้น ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต บอกว่า เมื่อเกิดการรวมกลุ่มกัน ย่อมเกิดหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า จิตวิทยาหมู่ (Mob Psychology) ซึ่งจะทำให้ขาดการเป็นตัวของตัวเอง ผู้เข้าร่วมจะถูกชักจูงโดยผู้นำกลุ่มได้ง่าย ซึ่งทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด ทำเหมือนกันหมด ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งการที่คนขาดลักษณะหรือบุคลิกภาพของตัวเองไปเมื่อเกิดการรวมกลุ่ม เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น
นอกจากนี้ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ยังบอกอีกว่า เราคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้ การคาดการณ์ถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจะยิ่งทำให้เราวิตกกังวลและเครียด อาจส่งผลให้เกิดโรคเครียดทางการเมืองได้ (Political Stress Syndrome หรือ PSS) อาการที่สังเกตได้ทางกาย คือ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอ หรือตามแขนขา นอนไม่หลับ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจไม่ทั่วท้อง แน่นช่องท้อง และปวดท้อง ส่วนอาการทางใจจะมีความวิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย โมโหฉุนเฉียว ก้าวร้าว ท้อแท้หมดหวัง ไม่มีสมาธิ และฟุ้งซ่านเมื่ออาการทั้งทางกายและทางใจปรากฏ ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น เริ่มใช้อารมณ์ในการพูดคุย มีความคิดที่จะตอบโต้ นำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังและความรุนแรงในที่สุด
“ขอเพียงมีสติ รู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ทำหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ด้วยดี ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ย่อมเป็นเกราะป้องกันตัวเราไม่ให้ถูกชักจูงหรือถูกกระตุ้นให้ทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้” นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย



