
กษิตแจงกก.สิทธิผลักดันกะเหรี่ยงกลับพม่า
กษิต ชี้แจง กก.สิทธิ กรณีผลักดันกะเหรี่ยงกลับพม่า บอกเอ็นจีโอต่างชาติ อย่าแค่บ่นให้ส่งเงินมาด้วย
( 23 ก.พ.) คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมี น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อหารือตามที่มีผู้ร้องเรียน ว่า รัฐบาลผลักดันผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง 3,000 คน ที่ ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านหนองงบัว หมู่บ้านแม่อุสุ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กลับประเทศพม่า ซึ่งในวันนี้ได้เชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่นายกฯได้มอบหมายให้ นายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศเป็นผู้แจงแทน โดยก่อนการชี้แจง น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า ประเด็นที่ร้องเรียนคือ ในการผลักดัน กองทัพภาคที่ 3 ผลักดันผู้อพยพกระทบสิทธิมนุษยชน สามประเด็น คือ 1.ผู้อพยพไม่สมัครใจในการเดินทางกลับเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย เนื่องจากมีการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อย 2.ไม่มีความมั่นใจเรื่องอาหารที่จะใช้บริโภคเพราะขณะที่ผ่านมาไม่ได้ไปทำการเกษตรยังพื้นที่เดิมเลย และ 3.เรื่องกับระเบิดที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน
โดยนายกษิตได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันเหลือผู้อพยพที่ไม่ได้เดินทางกลับเพียง 1,100 คนเศษ โดยอ้างว่าไม่มีความมั่นใจว่าถูกส่งกลับแล้วจะถูกใช้แรงงานหรือถูกกับระเบิดหรือไม่ อีกทั้งบางส่วนไม่ต้องการอยู่ใต้บังคับบัญชาของกะเหรี่ยงพุทธ ซึ่งครอบครองพื้นที่แถบนั้น ซึ่งในช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กะเหรี่ยงจำนวนนี้ก็เริ่มเดินทางกลับโดยมีกองทัพภาค 3 อำนวยความสะดวก และจากการตรวจสอบผู้ที่กลับไปก็ปลอดภัยทุกคน อย่างไรก็ตามต่อมาก็มีการประท้วงของเอ็นจีโอจากต่างประเทศที่อยู่ในพื้นที่และกลุ่มสตรีกะเหรี่ยง ที่นำโดย พ.ญ.ซินเทีย หม่อง ซึ่งในระดับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศจึงได้ประสานกับหน่วยความมั่นคงให้ยุติการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการอพยพกลับด้วย
นายกษิต กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง อย่างไรในการแก้ปัญหาไม่อยากให้หยิบเป็นเรื่องๆ ขึ้นมา บอกว่าเป็นเรื่องอันตรายที่ทำให้ไม่สามารถส่งผู้อพยพกลับไปยังพม่าได้อย่างในเรื่องความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ก็เป็นเรื่องที่ควรเจรจากับกะเหรี่ยงพุทธ หรือเรื่องอาหารขณะนี้รัฐบาลแคนาดาก็สนับสนุนเงินให้ถึง 5 ล้านเหรียญ หรืออย่างกรณีที่มีการยิงชาวไทยสัญชาติกะเหรี่ยงเสียชีวิต ก็ต้องดูว่าเป็นเรื่องการสู้รบหรือเป็นการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์หรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทหาร รัฐบาลนี้ถือเป็นรัฐบาลแรกที่ทบทวนนโยบายระหว่างไทยและพม่า โดยหลายๆเรื่อง เราทำพร้อมๆกันเป็นแบบหน้ากระดานจึงไม่ควรเอาปัญหาเล็กๆเป็นกรณีๆมาทำให้เกิดปัญหา
นายกษิต กล่าวว่า การทำงานนของรัฐบาลและกองทัพยืนยันว่ามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รัฐบาลเป็นผู้สั่งการ เราไม่ได้เป็นเด็กในอาณัติของใคร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไทย-พม่า ไทย-ลาว หรือ ไทย-เขมร รัฐบาลและกองทัพร่วมตัดสินใจร่วมกันและผู้ที่รับผิดชอบก็คือ รัฐมนตรีเพราะมติต่างๆออกในนาม ครม. ที่ผ่านมาข้าราชการมีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนต่างด้าว แต่ขณะนี้เริ่มเปลี่ยนปณิธานที่ดีขึ้น และกระทรวงก็มีนโยบายที่จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานตามความเหมาะสมกับคนต่างด้าวและผู้อพยพ และหลังจากนี้จะมีการเชิญผู้ว่าตามจังหวัดชายแดนด้านต่างๆ ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านร่วมกับกงสุลเพื่อให้ทราบปัญหาในพื้นที่จะได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข ซึ่งอยากให้ กรรมการสิทธิประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ
นายกษิต กล่าวว่า ตนฝากบอกเอ็นจีโอฝรั่ง ว่าอย่ามองแต่เรื่องทฤษฎีหรือบ่นเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเดียวแต่ให้เอาเงินลงมาบ้าง เพื่อให้องค์กรต่างๆสามารถทำงานได้เช่นจะได้มีอาหาร หรือโรงพยาบาลที่รักษาผู้อพยพมากยิ่งขึ้น และให้ประณามระเทศผู้ค้าอาวุธด้วยอาทิ จีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา



