ข่าว

ตะลุยข่าว :  ปฏิบัติการซ้อม "แพะรับบาป" !!

ตะลุยข่าว : ปฏิบัติการซ้อม "แพะรับบาป" !!

12 มี.ค. 2552

ไม่น่าเชื่อว่าปี 2552 แล้วยังมีตำรวจหัวโบราณหลงยุค ใช้กำลังซ้อมผู้บริสุทธิ์ให้ยอมรับข้อกล่าวหาที่ยัดเยียดให้อยู่อีก ทั้งที่น่าจะหมดไปแล้ว นับตั้งแต่ยุคตะเกียบดีดไข่อันลือเลื่อง มาจนถึงยุคไฟฟ้าช็อตไข่อันอื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อน วันนี้มีคดีถุงคลอบหัวเกิดขึ้น

 ช็อป คือ เด็กผู้เสียหายคนที่ว่า เปิดใจต่อ "คม ชัด ลึก" ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า เช้าวันที่ 28 มกราคม 2552 เขาได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อน จากนั้นได้ไปดูหนังเรื่องโหดหน้าเหี่ยวรอบเที่ยงวัน ที่โรงภาพยนตร์ภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีในเมืองปราจีนบุรี ดูหนังเสร็จประมาณบ่าย 2 โมงกว่าช็อปก็ขี่รถจักรยานยนต์ออกมามีเพื่อนเป็นคนซ้อนท้าย
 ขณะขี่รถเข้าไปในซอยข้างร้านเทเลวิช เขาสังเกตเห็นตำรวจจราจรขี่รถจักรยานยนต์ตามมาเป่านกหวีดให้หยุดรถ ตอนแรกช็อปเข้าใจว่าท่อไอเสียรถเสียงดังไปหรือเปล่า จึงถามตำรวจว่าจับเรื่องอะไร
 ตำรวจ : ไม่ได้จับรถจักรยานยนต์ แล้วสวมหมวกกันน็อกและเสื้อผ้าแบบนี้ตั้งแต่เช้าหรือเปล่า ?
 ช็อป : ใช่ครับ
 ตำรวจ : ให้ขี่รถนำหน้าไปที่โรงพักนะ
 ช็อปขี่รถจักรยานยนต์ไปที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ด้วยความงุนงงสงสัย มีรถจักรยานยนต์ตำรวจตามประกบ เมื่อถึงโรงพักตำรวจจราจรพาช็อปไปพบพนักงานสอบสวน ซึ่งแจ้งให้ทราบว่ามีคนร้ายวิ่งราวทรัพย์หน้าตาคล้ายกับเขา ช็อปงงยิ่งขึ้น พนักงานสอบสวนบอกให้รอผู้เสียหาย เขาจึงขอลงไปรอกับเพื่อนที่ด้านล่าง เมื่อผู้เสียหายมาถึง พนักงานสอบสวนคนเดิมก็มาตาม
 พนักงานสอบสวน : คนนี้ใช่หรือเปล่า ?
 ทันทีที่จบคำถามผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาตบหน้าช็อป พร้อมกับชี้ตัวยืนยันว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท
 ช็อป : จำผิดคนหรือเปล่าครับ ผมไปบ้านเพื่อนและไปดูหนังเพิ่งออกมา
 พนักงานสอบสวน : รอเดี๋ยว เดี๋ยวจะมีคนมารับ
 ช็อปนั่งรออยู่กับพื้นห้องสอบสวน ลักษณะไม่ผิดอะไรกับผู้ต้องหา ไม่นานนักก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบเดินเข้ามา ช็อปสังเกตเห็นตราตำรวจห้อยอยู่ที่หน้าอก จูงช็อปข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม สังเกตเห็นป้ายชื่อกลุ่มงานสืบสวน แต่ยังไม่ทันถึงห้องสืบสวนดี ตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้นก็ถามเขาว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์จริงหรือไม่ เขาจึงปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง
 ตำรวจนอกเครื่องแบบ : หน้าอย่างมึง มึงต้องเอาไป
 ทันทีที่ก้าวเข้าห้องสืบสวนช็อปก็ถูกตบที่ท้ายทอยอย่างแรง ก่อนจะถูกคาดคั้นอีกครั้งกับประโยคคำถามเดิมๆ เมื่อได้รับคำปฏิเสธ ปฏิบัติการนอกกฎหมายก็เริ่มต้นขึ้น
 "เขาเอาหนังสือเล่มหนาตีหัวผมแล้วก็โยนใส่หน้า บิดแขนใส่กุญแจมือไพล่หลัง แล้วบอกให้ลูกน้องเอาถุงพลาสติกมา เขาเอาถุงพลาสติกมาคลุมหัวผมแล้วก็ถามว่าเป็นคนร้ายใช่หรือไม่ ผมปฏิเสธ เขาก็เอาถุงมาครอบหัวอีกเป็นสองชั้น แล้วจับปลายถุงรั้งจากด้านหลังไม่ให้ผมมีอากาศหายใจ จากนั้นก็เตะต่อย ผมก็บอกไปว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ไหวแล้ว เขาถึงเอาถุงออกแล้วถามว่า จะรับไหม ผมบอกว่าไม่รู้เรื่อง ขอโทรศัพท์หาพ่อแม่" ช็อปเล่าถึงวินาทีทารุณกรรม
 ส่วนตำรวจนอกเครื่องแบบตอบกลับไปว่า : คนอย่างมึง แค่คดีคนหาย ตายไปก็ไม่มีใครรู้ แล้วเพื่อนมึงอีกคนที่รออยู่ข้างนอก ถ้าโทรศัพท์ก็จะโดนด้วย !?!
 "หลังจากนั้นเขาก็เอาถุงมาคลุมหัวผมอีกหลายครั้งจนทนไม่ไหว ลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น เขาใช้เท้าเหยียบแล้วก็กระชากกุญแจมือจับผมให้ลุกขึ้น เอาถุงมาคลอบหัวเพิ่มขึ้นอีกจนทนไม่ไหวจะตายเอาให้ได้ จึงแกล้งบอกว่ารับแล้ว ของอยู่ที่ร้านพี่บีคนรู้จักกัน"
 เด็กหนุ่มถูกนำตัวขึ้นรถกระบะไปที่ร้านพี่บี ตำรวจนอกเครื่องแบบลงจากรถเข้าไปในร้านยืนคุยกับแม่พี่บี ก่อนจะเดินตรงมาที่รถถามกลับว่า พี่บีไม่รู้เรื่องทำไมถึงซัดทอดพี่บีละลูก ช็อปตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้งว่า ถูกซ้อมให้รับจนทนไม่ไหว ขอโทรศัพท์หาพ่อแม่ก็ไม่ให้ เลยต้องทำแบบนี้ ป้าช่วยบอกพ่อกับแม่ให้มาช่วยด้วย   
 "พอขึ้นรถเขาก็ตบผมอีก บอกว่าผมโกหก โชคดีที่แม่พี่บีและพี่บีพร้อมกับเพื่อนตามมา พ่อกับแม่พอรู้เรื่องก็ตามมาสมทบ จึงไม่ถูกซ้อมอีก"
 ระหว่างที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี กำลังทำสำนวนการสอบสวนรอส่งฟ้องอยู่นั้น วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ตำรวจก็จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ชื่อ "สุวิทย์ เหลืองห่อ" สอบสวนขยายผลทราบว่า ได้ก่อคดีวิ่งราวทรัพย์มานับสิบคดี และหนึ่งในนั้นก็คือคดีที่ช็อปถูกซ้อมให้รับเป็นผู้ต้องหานั่นเอง !?!
 ครอบครัวของช็อปเดินหน้าแจ้งความเอาผิดตำรวจนอกเครื่องแบบคนที่ซ้อมลูกชาย ส่วนสำนวนคดีเดิมก็ต้องมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไป แต่บางเหตุการณ์ทำให้พ่อของผู้เสียหายเกิดความกังวลใจ เมื่อมีการติดต่อแลกเปลี่ยนว่าให้ถอนแจ้งความแล้วจะสรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้องช็อปเป็นข้อแลกเปลี่ยน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันคนละส่วนกัน ระหว่างสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นคือช็อปไม่ได้ทำผิด กับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้น พวกเขาเลยเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.
 ทว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วภายหลังเหตุวิกฤติชีวิตครั้งนั้นก็คือ ปัจจุบันนี้ช็อปมีแต่ความหวาดผวา !?!
 "ลูกผมหวาดผวาแทบไม่กล้าออกจากบ้าน ผมต้องการความถูกต้องยุติธรรม ไม่ใช่จะมาซ้อมกันให้รับสารภาพอย่างนี้ บ้านเมืองมีกฎหมาย ใครผิดว่าไปตามผิด ไม่ใช่ยัดเยียดข้อหาอย่างนี้" พ่อของช็อปกล่าว
 กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ในเมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายยังใช้กฎหมู่อยู่เช่นนี้ กฎหมายไทยใช้ระบบกล่าวหาก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันการกระทำผิด ไม่ใช่ใช้กำลังอย่างที่เกิดขึ้นเช่นนี้ !?!