
เสวนาแรงงานข้ามชาติอัดพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ผล
วงเสวนาแรงงานข้ามชาติอัดนโยบายพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ผล แรงงานเถื่อนทะลักไทย แนะรัฐผลักดันเป็นแรงงานต่างด้าวเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมขยายเวลาลงทะเบียนพิสูจน์สัญชาติออกไป 6 เดือน ด้าน สมช. แฉ มีข่าวลือทำแรงงานพม่าไม่กล้าพิสูจน์สัญชาติ เร่งกระทรวงแรงงานแก้ไขด่
(23ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “วาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย โดยนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ประเทศไทยในขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายประมาณ 2-3 ล้านคน ซึ่งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และส่งผลกระทบต่อสภาวะทางสังคมของประเทศทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ และเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของปัจเจกบุคคล การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงต้องการรับฟังความเห็นเพื่อนำไปบูรณาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวและการพิสูจน์สัญชาติต่อไป ส่วนการเร่งรัดให้มีการพิสูจน์สัญชาติพม่านั้น ตนได้เดินทางไปเมืองพุกามประเทศพม่าในระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ.53 และได้พบกับรมว.แรงงานพม่า และได้ขอให้พม่าเพิ่มการพิสูจน์สัญชาติให้ได้ศูนย์ละ 600 คนต่อวัน และเพิ่มเป็น 1,000 คนต่อวัน ซึ่งการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวของไทยครั้งนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลพม่าและส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นาย Bill Salter ผู้อำนวยการไอแอลโอ ประจำอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้สัมภาษณ์ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องวาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกตถึงกระบวนการจัดการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลไทยว่า ตนเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทำเป็นปกติอยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น การขึ้นทะเบียน การพิสูจน์สัญชาติ และการผลักดันแรงงานเหล่านี้ออกนอกประเทศหรือกลับคืนสู่ประเทศต้นทางจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และจะยังคงเป็นแหล่งที่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องไปอีกนาน แต่ก็ยังมีปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
“ ดังนั้นการขจัดอุปสรรคที่มีอยู่ระหว่างฝ่ายรัฐ แรงงานข้ามชาติ และฝ่ายนายจ้างก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรกำหนดนโยบายระยะยาวว่าด้วยการเคลื่อนย้ายแรงงาน ให้เป็นนโยบายที่สอดประสานกัน และเป็นนโยบายที่พิจารณาครอบคลุมไปถึงเป้าหมายด้านการพัฒนาประเทศ ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากร ซึ่งมีจุดสำคัญคือการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ที่จะนำพาไปสู่ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการมีแรงงานข้ามชาติ และปัจจัยด้านการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ที่มีการกำหนดเป้าหมายว่าจะให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2558”ผู้อำนวยการไอแอลโอ ประจำอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายอยากให้มีการจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติของแรงงานพม่าในประเทศไทยนั้น นาย Bill Salter กล่าวว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานต้องเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับรัฐบาลพม่าถึงสถานการณ์ของแรงงานพม่าในประเทศไทยว่ามีเป็นจำนวนมาก จึงยากต่อการที่จะกลับไปพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศพม่า ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลไทยจะต้องพยายามเข้าไปเจรจา และพูดคุยกับรัฐบาลพม่าถึงการจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย และรัฐบาลไทยควรจะจะตั้งหน่วยงานกลางที่ชัดเจนขึ้นมาช่วยประสานข้อมูลในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติให้เป็นระบบ และต้องควบคุมพฤติกรรมบริษัทเอกชนที่ตั้งตัวเองขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องพิสูจน์ให้แรงงานข้ามชาติอย่าให้เกินขอบเขตในการเก็บค่าธรรมเนียมเกินความจำเป็น
ด้านนาย Tomoo Hozumi ผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN)ประจำประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่จะต้องยอมรับในขณะนี้คือประเทศไทยตกอยู่ใน 3 สถานะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ คือ เป็นประเทศผู้รับ ผู้ส่ง และผู้นำพา จึงทำให้ทุกปีการย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจำนวนของแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยนั้นได้เข้าไปมีส่วนช่วยต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยทดแทนแรงงานในประเทศไทยที่จำนวนมากที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ พร้อมกันนี้แรงงานข้ามชาติยังมีส่วนสำคัญในการช่วยอุดช่องว่างของแรงงานที่ขาดทักษะในประเทศไทย และแรงงานของไทยที่ผันตัวเองไปศึกษาในระดับที่สูงขึ้น
ผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN)ประจำประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เราควรช่วยกันคิดอย่างจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้ คือ กรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมการในผลักดันแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ หรือไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้กลับประเทศจะมีผลต่อสิทธิและความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติรวมถึง ผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เพราะในความเป็นจริงแล้วแรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาตินั้นเป็นบุคคลกลุ่มหลักกลุ่มเดียวของพม่า ซึ่งไม่ใช่ประชากรกลุ่มใหญ่โดยทุกวันนี้มีประชากรจากประเทศพม่าที่มาทำงานในประเทศไทยมีเพียง 1 ล้านคนที่มีใบอนุญาตทำงาน แต่เราเชื่อว่ามีเพียง 2 - 3 ล้านคน กำลังอาศัยหรือทำงานในประเทศไทย และการที่มีคนขึ้นทะเบียน 1 ล้านคนในประเทศไทย ทั้งที่ความจริงมีแรงงานมาก 2-3 ล้านคน หมายความว่าประมาณ 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยไม่สามารถขอสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายและกำลังจะถูกส่งกลับภายในสิ้นเดือนนี้
“เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้มี การแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้ไม่ต้องกลับเข้าไปสู่สภาวะการถูกรังแก และการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์ ผมขอนำเสนอประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติว่า ยูเอ็นประเทศไทยนั้นได้แสดงการสนับสนุนรัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนากระบวนการพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติในไทยอย่างเป็นระบบ เช่นกรณีของแรงงานข้ามชาติจากประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ซึ่งระบบแบบนี้ควรจะได้นำไปใช้กับแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า และเราพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือในเรื่องสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติในทุก ๆ ด้านด้วย”นาย Tomoo Hozumi กล่าว
ขณะที่นายประชา วสุประสาท องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปาฐกถาเรื่องวาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย ว่า ยังไม่มีรัฐบาลไหนทำเรื่องแรงงานข้ามชาติให้เป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งแรงงานไม่ใช่สินค้าที่จะมาซื้อขายกัน ดังนั้นแรงงานไม่ว่าผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายต้องได้รับการคุ้มครอง สำหรับประเทศไทยปัญหาที่ต้องเผชิญคือประสิทธิภาพแรงงานต่ำ การลงทุนในด้านนวัตกรรมลดลง ทำให้เราตกอยู่ในกับดัก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และการเมืองทำให้เราไม่สามารถเดินไปไหนได้ นอกจากนี้การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เพราะกฎระเบียบของเราที่บังคับแบบกวดขันและเข้มงวดทำให้แรงงานข้ามชาติยิ่งมาจดทะเบียนน้อยลงทุกปี ท้ายที่สุดก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติที่เดินทางเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าการใช้มติคณะรัฐมนตรีในลักษณะเฉพาะกิจที่ผ่อนผันขยายเวลาให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิอยู่อาศัยชั่วคราว และการจดทะเบียนอนุญาตให้ทำงานได้เป็นรายปี ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายประชา กล่าวต่อว่า เนื่องจากประเทศไทยยังมองตนเองเป็นประเทศที่ไม่เต็มใจกับการย้ายถิ่นเข้าเมืองของคนต่างชาติ รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงไม่มีนโยบายระยะยาวเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ส่วนนโยบายระยะสั้นที่รัฐบาลกำหนดเป็นเพียงการดำเนินการเฉพาะเพื่อต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์แบบไม่ต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร นโยบายเหล่านี้จึงไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้นประเทศไทยควรที่จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติ และการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยประเทศไทยต้องเร่งจัดทำนโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองและแรงงานข้ามชาติที่ครอบคลุมทุกด้าน โปร่งใสและสอดคล้องกับนโยบายอื่นๆ นอกจากนี้ประเทศไทยควรต้องตระหนักถึงคุณูปการของแรงงานข้ามชาติที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศไทย โดยควรส่งเสริมสิทธิ ความเสมอภาคในด้านโอกาส และการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติที่เท่าเทียมกับแรงงานไทย นอกจากนี้ควรนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของประเทศ และควรพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะให้มีการเคลื่อนย้ายประชาชนและแรงงานข้ามพรมแดนโดยเสรี
จากนั้นได้มีเวทีเสวนาเพื่อระดมความเห็นเรื่อง แนวทางการดำเนินการเพื่อรองรับการผ่อนผันการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ม.ค. 2553 เรื่องการขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวและปัญหาในการพิสูจน์สัญชาติ
นายธนัช นุ่มน้อย ตัวแทนกรมจัดหาแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้ในการพิสูจน์สัญชาติ คือแรงงานพม่า ที่ต้องข้ามฝั่งไปพิสูจน์สัญชาติที่ชายแดนพม่า ซึ่งแรงงานสัญชาติพม่าส่วนใหญ่พูดได้แต่เขียนหนังสือไม่ได้เราจึงได้ให้เซ็นใบรับรองว่าจะมายื่นแบบพิสูจน์สัญชาติภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ถ้าทางการพม่าให้ไปพิสูจน์สัญชาติ หากแรงงานต่างด้าวคนใดไม่ยื่นแบบพิสูจน์สัญชาติประเทศไทยจะยกเลิกการทำงาน อย่างไรก็ตามได้มีการขยายการพิสูจน์สัญชาติออกไปอีก 2 ปีถึงปี 2555 ซึ่งทางรัฐบาลพม่าก็เชื่อว่าเขาจะสามารถพิสูจน์แรงงานสัญชาติพม่าได้แล้วเสร็จภายในปี 2554 นอกจากนี้ทางกระทรวงแรงงานยังเตรียมเปิดฟิวเจอร์ปาร์คบางแคเพื่อให้แรงงานข้ามชาติอย่างพม่าไปขึ้นทะเบียนเพื่อขอพิสูจน์สัญชาติด้วย
นางพรรษา ศิริมาจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงกิจการภายในประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวว่า ควรแก้ไขปัญหาอยู่บนพื้นฐานการรับรู้และการประสานงานกันทั้ง 2 ฝ่าย ในระดับนี้ฝ่ายความมั่นคงมองว่าต้องมีพิสูจน์สัญชาติเพื่อทราบที่มาและที่ไป อย่างไรก็ตามปัญหาที่แรงงานไม่ยอมไปพิสูจน์แรงงาน เนื่องมาจากมีข่าวลือถึงความไม่ปลอดภัยในประเทศต้นทาง และการถูกรีดไถเก็บภาษี ซึ่งเป็นข่าวลือดังกล่าวทางกระทรวงแรงงานกำลังแก้ไขอยู่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องกระบวนการนายหน้าที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากการที่แรงงานไม่รู้ภาษา เขียนไม่ได้ ทำให้เก็บเงินเกินจริง ทำให้แรงงานไม่ยอมไปพิสูจน์สัญชาติ อย่างไรก็ตามแรงงานเหล่านี้ควรได้รับโอกาสที่จะได้ทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามมีความกังวลจากแรงงานต่างชาติว่าหากพิสูจน์สัญชาติแล้วเขาไม่ผ่านจะทำอย่างไร ซึ่งทางสมช.เห็นว่าเมื่อเขาได้ยื่นและเข้าสู่กระบวนการถูกต้องแล้วขาดเพียงการพิสูจน์สัญชาติเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเขาไม่ผ่านเราต้องยืนยันกับประเทศปลายทางให้มีการพิสูจน์สัญชาติอีกครั้ง
นางพรรษา กล่าวต่อว่า สิ่งที่สมช.กำลังมองว่าแรงงานที่ไม่ผ่านพิสูจน์สัญชาติต้องนำกลับมาใช้แรงงาน อาจใช้หลักการพำนักหรือเคยเป็นสัญชาติใดมาก่อน และคิดว่าน่าจะได้รับโอกาสกลับมาทำงานในไทย โดยมีเงื่อนไขพิเศษคือต้องหานายจ้างให้ได้ และอยู่ในเขตควบคุม รวมถึงต้องรายงานตัวเป็นระยะกับเจ้าหน้าที่ สมช.เห็นว่าควรผ่อนผันให้อยู่ได้ และหากอยู่เกิน 10 ปีก็ต้องกำหนดให้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้เราจำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคน โดยแบ่งเป็นค่าจ้างและสวัสดิการ อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยยังขาดข้อมูลของแรงงานต่างด้าว ซึ่งก็มาการที่ต่างคนต่างมีต่างคนต่างทำ การแก้ไขปัญหาคืออาจจะต้องมีศูนย์ข้อมูลคนเข้าเมืองโดยเฉพาะแล้วมาแชร์ข้อมูลกัน นอกจากนี้เราไม่ได้มองว่าแรงงานต่างด้าวเป็นปัญหาความมั่นคงอย่างเดียวแต่เราก็ทราบว่าแรงงานต่างด้าวเป็นคุณาประโยชน์กับประเทศไทย
นายพีระ มานะทัศน์ ส.ว.ลำปาง ในฐานะคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภากล่าวว่า อยากให้ทุกคนเปิดใจให้กว้างและมองความจริงว่าประเทศไทยต้องใช้แรงงานต่างด้าว เพราะวันนี้ประเทศไทยมีแรงงานสูงอายุขึ้นเรื่อยๆ ส่วนข่าวลือที่พม่า คณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภาจะลงไปดูของจริงในสัปดาห์หน้า ว่าเป็นไปตามข่าวลือหรือไม่
นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า มติครม.ทำให้เกิดคน 4 กลุ่ม คือ1.กลุ่มที่ได้รับสัญชาติ 2.กลุ่มที่ไม่ผ่านซึ่งเป็นเรื่องที่สมช.ต้องมาดูแล 3. กลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ ซึ่งมีประมาณ 100,000 กว่าคนซึ่งเป็นกลุ่มลูกที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติ กลุ่มนี้โดยข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ชัดเจน แล้วที่บอกว่าจะส่งกลับ แล้วจะส่งกลับอย่างไร หากเขากลับไม่ได้เราจะทำอย่างไรกับพวกเขา และ 4.กลุ่มที่ไม่กล้าไปพิสูจน์สัญชาติ ได้แก่ โรฮิงยา ชนกลุ่มน้อยในพม่าเดิม ซึ่งชัดเจนว่าพม่าไม่เอา ล่าสุดมีการไปปรักปรำผู้ผลัดถิ่นในชายแดนไทย-พม่า ชนกลุ่มนี้มีอยู่จริงและไม่มีมติครม.รองรับ ซึ่งคนเหล่านี้หลัง 28 ก.พ.นี้เราจะทำอย่างไรกับเขา ถ้ารัฐบาลไทยบอกต้องยื่นเขาก็ต้องเคารพ แต่คำถามคือเขาจะเข้าไปยื่นพิสูจน์สัญชาติอย่างไร
นายอดิศร กล่าวอีกว่า จากผลสำรวจเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 20 ไม่รู้ว่ามีการพิสูจน์สัญชาติและถามว่ารู้จากใครถ้ารู้พบว่าร้อยละ 5 รู้มาจากเพื่อน จึงชัดเจนว่าการรู้ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ครบถ้วน ซึ่งเมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา มีคนโรฮิงยาโทรหาตนบอกว่าถ้าพิสูจน์ไม่ผ่านจะถูกปรับเป็นเงินหลายหมื่นบาท ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการเข้าใจผิด ดังนั้นแม้จะมีการขยายการยื่นการขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติออกไปถึง 31 มี.ค.ตนว่าก็ยังน่ามีปัญหาอยู่ ดังนั้นตนคิดว่าควรมีการขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือนเพื่อให้ระบบเข้าที่และมีคนเข้ามายื่นพิสูจน์สัญชาติได้มากขึ้น นอกจากนี้ควรจะมีการจัดการอย่างเป็นระบบมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องแรงงานที่ยื่นแล้วไม่ผ่านว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนนายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยการแรงงาน TDRI กล่าวว่า ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าต้นทุนในการนำพาแรงงานเข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติในครั้งนี้นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งจะมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนนายจ้าง และตนได้แยกแยะตัวเลขแล้วได้ออกมาดังนี้คือค่าของการดำเนินการในขั้นแรกนั้นทั้งค่ารถค่าอาหารและค่าดำเนินการกว่า 9,000 บาท รวมทั้งค่าตรวจโรคค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เมื่อจะต้องกลับเข้ามาในประเทศไทยอีก 3,980 บาท ทั้งนี้รายได้ทั้งหมดที่จะได้จากแรงงานข้ามชาติจำนวน 1.1 ล้านคนที่มาขอขึ้นทะเบียนนั้นจะเป็นจำนวนเงินที่มากถึง 9 พันเก้าร้อยล้านบาท ซึ่งหากคิดในฐานะของนายจ้างที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้นายจ้าง 1 คนหากมีคนงาน 100 คน จะต้องออกค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินที่มากถึง 9 ล้านบาท ภาระเหล่านี้จึงตกไปอยู่ที่แรงงานข้ามชาติและนายจ้าง ซึ่งเรื่องนี้รัฐจะต้องเข้ามาช่วยแก้ไขกระบวนการที่มันซับซ้อนเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทั้งต่อนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ ตนอยากเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่าแรงงานข้ามชาติที่เหลือที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแต่มีหลักฐานที่ผ่านการพิสูจน์โดยหน่วยงานการปกครองของไทยควรที่จะได้รับสิทธิในการผ่อนผันเพื่อให้ดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า
“ มันมีนิทานอีสปที่เล่าต่อ ๆ กันมาถึงการกลับไปยืนยันสัญชาติในฝั่งพม่าของแรงงานข้ามชาติว่า ทหารในประเทศพม่านั้นได้ฉกฉวยข้อมูลของแรงงานที่กลับไปขึ้นทะเบียน ไปรบกวนกับครอบครัวของเขาที่อยู่ในฝั่งพม่า ซึ่งข่าวลือในเรื่องนี้ทำให้แรงงานพม่าหลายคนเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปรณรงค์ และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่แรงงาน สิ่งที่ผมเป็นกังวลอีกเรื่องคือแรงงานที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาตินั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สมช. จะมีวิธีการในการแก้ไขอย่างไร เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในหลักของสิทธิมนุษยชน อีกทั้งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ในบ้านเรามีจำนวนบุคลลากรที่น้อยมาก จึงจำเป็นที่รัฐจะต้องขยายหน่วยงานเดิมให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และสร้างอาคารขึ้นมารองรับการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว”นายยงยุทธกล่าว
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรง กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเรื่องวาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกตถึงสถานการณ์ในการขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติว่า ตนอยากให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ทุก ๆ ฝ่ายทราบว่าโดยทั่วกันว่า วันที่ 28 ก.พ. ที่จะถึงนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการให้ยื่นขอพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานได้ยื่นเรื่องไปที่คณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติออกไปอีก 2 ปี โดยเรื่องนี้อยู่ระหว่างการรออนุมัติของคณะรัฐมนตรี และถ้าหากคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงานก็เท่ากับว่าในปีพ.ศ. 2555 กระบวนการพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติจะแล้วเสร็จทุกกระบวนการและทุกขั้นตอน
รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามขั้นตอนของการต่อเวลาออกไปนั้นจะต้องเป็นเป็นแรงงานเดิมที่ยื่นเรื่องขอพิสูจน์สัญชาติไว้ภายในวันที่ 28 ก.พ. 2553 เท่านั้น แรงงานที่ไม่ได้ยื่นเรื่องภายในวันที่ 28 ไม่มีผลและไม่สามารถมายื่นขอพิสูจน์สัญชาติได้ ซึ่งแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในจังหวัดไหนสามารถเข้าไปยื่นเรื่องที่แรงงานประจำจังหวัดที่ตนทำงานอยู่ได้เลย
“ ส่วนแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ยื่นเรื่องไว้ก็จะต้องถูกผลักดันและส่งกลับ และหากแรงงานและนายจ้างคนใดไม่ดำเนินการตามขั้นตอนก็จะถูกจับและปรับ โดยลูกจ้างจะถูกจับและปรับ 2 หมื่นถึง 1 แสนบาท มีความผิดทางอาญาซึ่งโทษสูงสุดจำคุกถึง 5 ปี และทางรัฐบาลพม่าได้คุยกับเราไว้อย่างชัดเจนว่าสิบุคคลใดที่เกิดในประเทศพม่า เขาถือว่ามีสัญชาติพม่าหมด ยกเว้นชาวโรฮิงญาและคนที่ต่อต้านรัฐบาลพม่า”นายไพฑูรย์กล่าว
รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า สำหรับคำถามที่ว่าเหตุใดถึงไม่ให้มีการยื่นพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติของพม่าในประเทศไทยนั้น ในเรื่องนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐบาลพม่าแล้ว ซึ่งเขาก็รับปากว่าจะไปพูดคุยในเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะในบางจังหวัดการเดินทางไปขอพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศพม่าก็เป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งเช่นที่บริเวณชายแดนของจังหวัดระนอง ที่แรงงานต้องเดินทางข้ามเกาะไปไกลเป็นชั่วโมง ซึ่งในพื้นที่นี้อาจเป็นไปได้ที่จะมีการตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทยต้องรอการยืนยันจากรัฐบาลพม่าอย่างอีกครั้ง
“ ผมเชื่อว่าถ้าเราทำกระบวนการพิสูจน์สัญชาติอย่างถูกต้องตามกฏหมายนั้นจะทำให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดินได้ง่ายขึ้น และทำให้บุคคลเหล่านี้ทำงานได้ง่ายขึ้น ผมอยากบอกว่ากระบวนการยื่นเรื่องขอพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ยากเย็น แค่ไปรับเอกสารมากแล้วกรอกข้อมูลลงไป ง่ายๆ เหมือนหย่อนบัตรเลือกตั้ง”นายไพฑูรย์กล่าวและว่า ปัจจุบันนี้จำนวนของแรงงานข้ามชาติที่ได้ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงานมีทั้งสิ้น 1 แสน 4 หมื่นราย ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 60,000 ราย แรงงานข้ามชาติจากประเทศลาว 58,000 ราย จากประเทศกัมพูชา 80,000 ราย ซึ่งแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็สามารถมาร่วมลงทะเบียนได้โดยจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาท
อภิสิทธิ์ยันเร่งพิสูจน์สัญชาติทำรอบคอบวอนมาขึ้นทะเบียน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงรายงานของฮิวแมนไรท์วอชท์ ออกมาระบุว่าตำรวจไทยมีการทำร้ายและไม่ให้ความเป็นธรรมกับแรงงานต่างด้าว ว่า ก็แปลกใจรายงานดังกล่าวมีการไปพูดถึงเรื่องการจะส่งคืน ทั้งๆที่นโยบายรัฐบาลก็มีมาตรการขั้นตอนที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มาขึ้นทะเบียน ขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติ จึงไม่ทราบว่าตัวผู้เขียนในรายงานดังกล่าวได้รับข้อมูลมาจากทางไหนอย่างไร แต่ถ้ามีการละเมิดจริงเราไม่ละเลยอยู่แล้ว แต่ขอให้สื่อสารให้ตรง
นายกฯ กล่าวด้วยว่า วันที่ 28 ก.พ.นี้จะเป็นเวลาที่สิ้นสุดระยะเวลาที่เปิดให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนก่อนที่จะมีการพิสูจน์สัญชาติรอบใหม่ แต่ก็เกิดความห่วงใยจากหลายองค์กรว่าเรากำลังจะบังคับเรื่องการพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ครม.จึงได้ยืดอายุการพิสูจน์สัญชาติไป 2 ปีแล้วสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการมาขึ้นทะเบียนเพื่อรอการพิสูจน์ในระยะเวลา 2 ปี ต่อไป ส่วนนี้คือรอบใหม่ ส่วนรอบเดิมที่ต้องพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ก็จะมีการผ่อนผันคือให้มารายงานตัวเฉยๆจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ต่อไป
“ที่มีข่าวเสนอในทำนองว่ามีปัญหาว่าเราไปบังคับโดยไม่มีกระบวนการรอบคอบรัดกุมในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติยืนยันว่าไม่มี เพียงแต่ขอให้ทุกคนที่มีหน้าที่ในการมาขึ้นทะเบียนหรือรายงานตัวเร่งดำเนินการ จะได้ชัดเจนในเรื่องของแรงงานต่างด้าว" นายอภิสิทธิ์ กล่าว



