
โล่งอกนักธุรกิจญี่ปุ่นขยับไทยน่าลงทุนอันดับ4
เจบิคเผยผลสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นปีก่อนพบยังเลือกไทยน่าลงทุนขยับอันดับจาก 5 มาอยู่ที่ 4 ระบุค่าแรงถูกหวังใช้เป็นฐานผลิตขายในประเทศและส่งออก แต่ยังหวั่นปัญหาสังคม-การเมืองเป็นอุปสรรค
นายซูสุมุ อุชิดะ เศรษฐกรอาวุโสและหัวหน้าสำนักงานเจบิคประจำประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นประจำปี 2552 ที่สำรวจระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2552 จำนวน 625 บริษัท พบว่า นักลงทุนญี่ปุ่นเลือกประเทศจีนเป็นประเทศที่น่าเข้าไปลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือ อินเดีย และเวียดนาม ส่วนประเทศไทย อยู่ลำดับที่ 4 เลื่อนขึ้นจากลำดับที่ 5 ในปี 2551 แซงหน้ารัสเซียที่ตกมาอยู่ในอันดับที่ 5 เนื่องจากส่วนใหญ่ 48.1% เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านภาวะเศรษฐกิจและตลาดในประเทศ อีก 41.7% เห็นว่าอัตราค่าจ้างต่ำ และ 26.9% เห็นว่าไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อการส่งออกที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคที่นักลงทุนญี่ปุ่นกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในไทย โดย 38.5% เห็นว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของบริษัทคู่แข่ง และ 29.8% มองว่าขาดแคลนบุคลากรในระดับผู้บริหาร อีก 27.9% เป็นเรื่องของความขัดแย้งด้านสังคมและการเมืองที่เคยเป็นจุดแข็งแต่ขณะนี้กลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญ
นอกจากนี้พบว่าทัศนคติของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อการลงทุนเปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับขนาดของตลาดที่เข้าไปลงทุนมากขึ้น เพื่อเป็นฐานการผลิตและจำหน่ายในประเทศที่เข้าไปลงทุน แทนที่จะผลิตเพื่อส่งออกเหมือนในอดีต เห็นได้จากประเทศที่ญี่ปุ่นลงทุนใน 3 อันดับแรก ถือว่ามีศักยภาพการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจ และมีอุตสาหกรรมที่โดดเด่นเช่น อุตสาหกรรมเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ แซงหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงจากปัญหาเศรษฐกิจ
ด้านนางอรรชกา ศรีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เชื่อว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ระดับ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากยอดขอรับการส่งเสริมในเดือนมกราคม สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะเฉลี่ยได้อีกเดือนละ 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นอุตสาหกรรมไฟฟ้า พลังงานทดแทน อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจีน อินเดีย และเกาหลี นอกจากนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนญี่ปุ่น ทางบีโอไอและกระทรวงการคลังจะเดินทางโรดโชว์ในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อชี้แจงถึงปัญหาการเมือง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และปัญหามาบตาพุด แม้ว่ามีเพียง 5 บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากมาบตาพุดก็ตาม



