
ขยายปม-"ทำงานนี้มีเสียกับเสมอตัว"
หลังจาก "นายกรัฐมนตรี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ "สถาบันพระปกเกล้า" เป็นเจ้าภาพ "ปฏิรูปการเมือง" ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ประชุม "กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า" และมีมติรับเป็นเจ้าภาพตามข้อเสนอของ "นายกรัฐมนตรี" โดยตั้ง
"คณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษา รับฟังความเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง" จากทุกภาคส่วนประมาณ 50 คน ขึ้นมาร่วมกันศึกษา
ที่ประชุม "สภาสถาบันพระปกเกล้า" มีมติเสนอชื่อ "สุจิต บุญบงการ" ประธานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ทำหน้าที่เป็นประธาน
ทันทีที่รัฐบาลเสนอให้ "สถาบันพระปกเกล้า" และ "สุจิต" ขึ้นมาเป็น "เจ้าภาพ" ก็มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" ที่ระบุว่า ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไม่เคยแสดงว่าเป็นประชาธิปไตย และมองว่ามีบางคนเป็นคนของ "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" หรือ คมช.ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังมี "ผู้ใหญ่" ในพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่าง "บรรหาร ศิลปอาชา" หรือ "เสนาะ เทียนทอง" แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการชุดนี้
จึงมีคำถามตามมาว่า ถ้า "คณะกรรมการอิสระฯ" ชุดของ "สุจิต" ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 จะมีเสียงคัดค้านจากคนเหล่านี้อีกหรือไม่
เพราะมี "นักการเมือง" กว่า 200 คน ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองรอคอยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ว่าจะเป็นการ "นิรโทษกรรม" คดีต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดที่เป็น "ต้นตอ" ของปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองที่เกิดในขณะนี้ หรือให้ยกเลิกมาตรา 237 เรื่อง "การยุบพรรค"
ดังนั้น การที่รัฐบาลเพียงเสนอให้ "คณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษา รับฟังความเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง" โดยใช้เวลาศึกษา 8 เดือน จึงมีเสียงคัดค้านว่า เป็นเพียงการซื้อเวลาให้รัฐบาลทำงานบริหารประเทศนานขึ้น โดยใช้คณะกรรมการชุดนี้เป็นเครื่องมือเท่านั้น
"สุจิต" ซึ่งได้รับการทาบทามจาก "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บอกว่า "ถ้าสังคมเห็นว่าใครสามารถทำได้ดีกว่าก็ทำขึ้นมาเลย ผมก็พร้อมจะถอย เพราะผมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอยู่แล้ว ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่ง แต่ถ้าสังคมเห็นว่าใครดีกว่าผม และมีความสามารถมากกว่าผมก็ยินดีหลีกทาง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของใครของมัน"
"สุจิต" กล่าวว่า "การแก้ปัญหาการเมืองต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาของเราคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกรรมการชุดนี้ แต่ก็ต้องพยายามหาทางอย่างอื่นไปบีบให้ต้นเหตุยอมรับอะไรบางอย่างบ้าง"
ส่วนที่ฝ่ายค้านหรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจไม่เข้าร่วมเป็นกรรมการชุดนี้ "สุจิต" กล่าวว่า ฝ่ายค้านและพันธมิตร ถือเป็นส่วนน้อยของกรรมการ เพราะกรรมการส่วนใหญ่มาจากทุกภาคส่วนในสังคม การแต่งตั้งคณะกรรมการไม่ใช่แบ่งสัดส่วนฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลแล้วให้ตนทำหน้าที่สมานรอยร้าวไม่ใช่ เพราะจริงๆ แล้วเป็นการมาดูภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งประเทศแล้วเสนอแนะทางออก ไม่ใช่เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
"สุจิต" กล่าวว่า ไม่กลัวและไม่รู้สึกกังวล จะถูกมองว่าเป็นเครื่อมือของใคร ให้เวลาพิสูจน์ ให้ข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่า ตนได้ทำงานภายใต้เงื่อนไขใคร เป็นเครื่องมือใคร ถ้าทำแล้วสังคมไม่เอาข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง ข้อเสนอแนะไปไม่ไหวก็ไม่เป็นไร สิ่งที่ตนทำไม่ได้ทำให้การดำเนินงานฝ่ายการเมืองทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลหยุดชะงัก เพื่อรอผลศึกษาของกรรมการชุดนี้ ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป และเงื่อนไขของรัฐบาลว่าจะอยู่หรือไป ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดนี้ แต่อยู่ที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาของประเทศไปรอดหรือไม่มากกว่า
ส่วนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นอย่างไรหากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่กลางคัน "สุจิต" กล่าวว่า ก็ขึ้นกับรัฐบาลใหม่จะให้ศึกษาต่อไปหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลแล้วเปลี่ยนบอร์ดของสถาบันพระปกเกล้า ถ้าบอร์ดบอกให้หยุดเราก็ทำตามมติบอร์ด ไม่ใช่รับใช้รัฐบาล
"ทำงานนี้มีเสียกับเสมอตัว ต้องทำใจ คุณบวรศักดิ์เปรยขึ้นมาทำให้ผมใจอ่อนจนต้องมารับงานนี้ว่า ขณะนี้สังคมมืดสนิทเราจะเป็นเหมือนแสงเทียน แต่แสงเทียนเมื่อส่องไปสักพักเปลวเทียนจะมอด คนที่ทำจะเสีย แต่ทำให้คนอื่นสว่าง เราเสียแต่ทำให้สังคมสว่างก็น่าจะลองไปคิดดู"
"สุจิต" กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ผมอายุ 67 ปีแล้ว พอแล้วไม่หวังอะไร ขอให้มั่นใจได้เลยว่า ผมไม่ได้ทำงานนี้เพื่อให้คนอื่นชื่นชม หวังแค่ช่วยชาติเท่านั้น และปลายทางของการทำงานนี้หวังว่าอย่างน้อยสิ่งที่ทำ แม้ว่าจะไม่ทำให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้น แต่ก็น่าจะทำให้คนในสังคมที่แตกแยกอยู่ร่วมกันได้ หรือคงไม่ไปทำให้สังคมเกิดปัญหาแตกแยกหนักเข้าไปอีก"
สมถวิล เทพสวัสดิ์



