
ชายอ้อนวุฒิฯขอความเป็นธรรมคดีสลายม็อบ
สมชายวอนกลางที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเป็นธรรม โวยหนีตายยังถูกกล่าวหาว่าทำผิดแต่คนจ้องทำร้ายกลับลอยนวล พร้อมนัดพิจารณาถอน "นพดล" ต่อวันศุกร์นี้
(23ก.พ.) เวลา 10.15 น. มีการประชุมวุฒิสภานัดพิเศษเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งตามมาตรา 273 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ซึ่งเป็นขั้นตอนการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของป.ป.ช.ตามข้อบังคับข้อ 120 วรรคหนึ่ง โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วยทนายความคือนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ และนายพิชิต ชื่นบาน ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามประธานวุฒิสภาต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาทีเพื่อรอตัวแทนของป.ป.ช.คือนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.ที่เดินทางมาล่าช้า
จากนั้นการประชุมได้เริ่มขึ้นเมื่อคู่กรณีมาพร้อมแล้ว นายวิชา ได้แถลงเปิดสำนวนโดยสรุปว่า ป.ป.ช.จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ในฐานะกรรมการป.ป.ช.ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อความสำเร็จของบ้านเมือง และได้รับฟังเหตุผลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านแล้ว เมื่อผลสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเป็นจำนวนมากรวมถึงผู้บริหารด้วย โดยนายวิชาได้ระบุถึงคำสั่งของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นที่มีหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ได้ จนนำมาสู่การสลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าได้รับคำสั่งมาจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่นายกรัฐมนตรียังไม่มีอำนาจในการสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของน.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ เกิดจากแก๊สน้ำตาที่มีสารองค์ประกอบของซีโฟร์อยู่ด้วย จึงไม่ใช่เกิดจากระเบิดที่กล่าวหาว่าน.ส.อังคณาพกมาด้วย
จากนั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาได้แถลงเปิดสำนวนโดยระบุว่า ขอปฏิเสธข้อหาที่ป.ป.ช.ว่าไม่มีมูลความจริง เพราะโดยข้อกฎหมายแล้วตามรัฐธรรมนูญปี 50 ให้อำนาจในการถอดถอนนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการบัญญัติให้ถอดถอนผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ มิใช่ถอดถอนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว และขณะนี้ตนได้พ้นจากตำแหน่งมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ตนจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องมาถูกถอดถอนอีก อย่างไรก็ตามนายสมชายได้แจกแจงตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งจนถึงการถูกปิดล้อมและตัดน้ำตัดไฟจากกลุ่มผู้ชุมนุมจนไม่สามารถเดินทางออกจากรัฐสภาได้ จึงพยายามจะหนีออกด้านหลังรัฐสภาด้วยการปีนบันไดหนี พยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่ได้คิดถึงศักดิ์ศรีความเป็นนายกฯที่ต้องเดินออกไปจากสภาฯอย่างสง่างาม คิดเพียงว่าต้องการหนีความตายเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ต้องถูกตั้งข้อกล่าวหา แต่คนที่จ้องจะเข้ามาทำร้ายตนและรัฐมนตรีกลับไม่มีการดำเนินการอย่างใดเลย จึงต้องขอความเป็นธรรมและความยุติธรรมให้กับตนและคณะด้วย
นายสมชาย แถลงอีกว่า หลังจากที่หนีตายมาได้ตนได้ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้าย พบว่าแต่ละนายถูกแทงด้วยเสาธง ถูกรถวิ่งเข้าชน ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายสาหัส ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บนั้นกลับไม่ได้ร้ายแรงเท่ากับตำรวจ ตนเป็นนายกฯมีหน้าที่ดูแลทุกหน่วยงานแต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการกำกับการในการทำหน้าที่ ส่วนกรณีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตนได้กำชับตั้งแต่ก่อนเดินทางออกจากรัฐสภาแล้วว่าไม่ให้มีการใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมแต่เจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติตามแผนกรกช 48โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งจากฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว นอกจากนั้นพยานหลักฐานที่ตนได้ยื่นไว้จำนวนถึง 50 รายกลับได้รับการพิจารณาเพียง 5 รายโดยส่วนใหญ่เป็นพยานของฝ่ายตรงข้ามทั้งสิ้น ตนจึงยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาของป.ป.ช. แม้แต่อัยการสูงสุดก็ยังชี้ข้อไม่สมบูรณ์ของป.ป.ช.ซึ่งป.ป.ช.เองก็ยอมรับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อเมื่อเวลา เวลา 12.00 น. นายประสพสุข ได้สั่งปิดการประชุม พร้อมได้แจ้งที่ต่อประชุมว่า ขอนัดประชุมวุฒิสภานัดพิเศษในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ.นี้เวลา 10.00 น.เพื่อให้คณะกรรมการซักถามของวุฒิสภา ได้ซักถามข้อสงสัยเพิ่มเติมจากคู่กรณี ส่วนกรณีกระบวนการถอดถอนนายนพดล ปัทมะ ออกจากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศนั้น หากสมาชิกต้องการเสนอญัตติเพื่อกำหนดประเด็นซักถามสามารถยื่นญัตติได้จนถึงวันที่ 1 มี.ค.นี้ก่อนที่จะเปิดประชุมเพื่อให้คู่กรณีแถลงเปิดสำนวนในวันที่ 2 มี.ค.เวลา 10.00 น.ต่อไป



