
สุเทพชี้"บ้านเมืองกำลังไปได้ดีอยากให้รบ.อยู่อีกปี"
ใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อุณหภูมิทางการเมือง ก็ยิ่งทะลุปรอทมากขึ้นเป็นทบทวี
สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง ก็ออกมาให้คำมั่นในหลายๆ เรื่อง ผ่านรายการ "เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า" ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี เมื่อเช้าวันที่ 22 กุมภาพันธ์
"คม ชัด ลึก" เห็นว่า การสัมภาษณ์แบบเปิดใจดังกล่าว มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างหลากหลายแง่มุม
โดยเฉพาะเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของประชาชนว่า รัฐบาลจะตั้งรับปัญหาความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในห้วงดังกล่าวได้กี่มากน้อยเพียงไร รวมทั้งเรื่องราวอื่นๆ ที่หลายคนสนใจใคร่รู้
มาทำงานกี่โมง
ประมาณเวลา 08.00 น. เพราะงานมากแทบจะไม่มีโอกาสเดินดูความสวยงามรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนทำงานต้องเจอสื่อมวลชนก่อน การให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ยึดหลักความจริงเรื่องไหนไม่พร้อมตอบก็จะบอกตามตรงการทำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีปีแรกการตอบคำถามไม่หนักเท่าขณะนี้ เพราะช่วงแรกคนให้โอกาสรัฐบาลทำงาน เอาใจช่วย แต่พอผ่านมา 1 ปี พบปัญหามากความกดดันมากขึ้น สิ่งที่ต้องเจอคำถามบ่อยที่สุดคือปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองโดยเฉพาะสัปดาห์นี้ แต่ไม่เบื่อที่จะตอบคำถามหรือรายงานให้ประชาชนทราบ
วันนี้มีคำตอบให้ประชาชนที่เริ่มนับถอยหลังไปสู่เหตุการณ์วันที่ 26 กุมภาพันธ์หรือยัง
ยังคิดว่าคนไทยด้วยกันน่าจะเข้าใจกันได้ วิงวอนขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักเอาผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง อย่าเอาเรื่องตัวเองเป็นที่ตั้ง เวลาทำอะไรขอให้คิดว่าบ้านเมืองนี้เป็นของพวกเราทุกคน อย่าคิดว่าเมื่อไม่ได้อะไรต้องทำให้เละไปเลย ถ้าคิดได้ก็พอแก้ไขสถานการณ์ได้
ภายในสัปดาห์นี้เขาจะได้ดั่งใจหรือไม่
คิดไม่ได้ (หัวเราะ) ในขณะนี้ทุกคนต้องติดตามสถานการณ์ต้องทำใจให้หนักแน่นเป็นห่วงวันนี้มีข่าวลือ ข่าวปล่อยทำให้คนงง ลำบากใจ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ขอให้หนักแน่น มั่นคงไว้ ขอให้ประชาชนว่ารัฐบาลจะรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบไม่ปิดบังอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่รายงานไปเชื่อได้ อย่าได้วิตกกังวลไปมากกว่านั้น
ข่าวล่าสุดออกมาคล้ายกับว่ารองนายกรัฐมนตรีเองอาจเพิ่มระดับความตึงเครียดเอง
เป็นการทำหน้าที่ต้องเตรียมตัวให้ดีถ้าประมาทไม่เตรียมตัวให้ดี เดี๋ยวบ้านเมืองเสียหาย ผมศึกษาจากประสบการณ์ไม่ใช่จากของผม จากของคนอื่นด้วย ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีม็อบมายึดสถานที่ราชการ มีการปะทะคนบาดเจ็บล้มตาย เวลานำเจ้าหน้าที่ไปสลายม็อบมีคนบาดเจ็บเสียชีวิต เป็นบาดแผลของสังคมของประเทศ ไม่มีประชาชนคนไหนอยากเห็นภาพแบบนั้นเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ผมที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น จึงต้องเตรียมตัวให้ดี จึงต้องฝึกซ้อมเจ้าหน้าที่ กำชับเจ้าหน้าที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มีหน้าที่ไปปราบปรามฝ่ายไหนทั้งสิ้น
ภาพที่ออกมาดูขึงขังและน่าเกรงขามกว่าช่วงที่ผ่านมาต้องการส่งสัญญาณอะไร
พูดแบบนี้อีกฝ่ายถือว่าท้าทาย เราจำเป็นต้องทำ เพราะผมคาดการณ์ว่าถ้าการชุมนุมเป็นไปอย่างที่มีการกล่าวถึง คงมีคนจำนวนมากแต่คิดว่าคงไม่ถึงล้านคนอย่างที่ประกาศ คิดว่ามาไม่เกินแสนคน แต่แสนคนก็มาก เวลาไปรักษาความสงบต้องใช้กำลังหลายหมื่นคน เมื่อไม่อยากให้มีการปะทะ ก็ต้องซ้อมเจ้าหน้าที่ เราไม่ให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธ ถ้าไม่ไหวก็ต้องมีรถดับเพลิงฉีดน้ำ หรือแก๊สน้ำตา ทั้งหมดต้องเป็นไปตามกฎสากลในการควบคุมฝูงชนที่ทำกันทั่วโลก
หนักที่สุดถ้าผู้ชุมนุมไม่ฟัง บุกเข้าไปในสถานที่ราชการ เอาถังน้ำมันไปเตรียมเผาศาลากลาง เผาศาล เผาทำเนียบ เหมือนที่อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดง ปลุกระดมอยู่ก็ต้องจับกุม ถ้าคนมากต้องใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำ แต่ถ้าห้ามไม่ทันก็ต้องใช้แก๊สน้ำตา แต่การใช้แก๊สน้ำตาครั้งนี้สั่งให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ และสั่งซื้อมาใหม่ เป็นแบบขว้าง จะไม่รุนแรงเหมือนใช้ปืนยิง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร จะควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าเดือนเมษายน 2552 หรือไม่
คิดว่าน่าจะทำได้มากกว่า เพราะเดือนเมษายน 2552 แทบไม่ได้ตั้งตัว วันนั้นต้องเอากำลังทหารอย่างเดียว เพราะทหารมีระเบียบวินัย ควบคุมได้ง่าย โชคดีไม่มีคนล้มตาย เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในครั้งนี้มากขึ้นด้วย และจากการติดตามพบว่ามีบางฝ่ายต้องการยั่วยุให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่
ปัญหาการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและที่รัฐบาลมีปัญหากับกองทัพเรื่องของจีที 200 มั่นใจการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับทหารแค่
ไหนในการรักษาความปลอดภัยให้กับรัฐบาลอย่างเต็มที่
มั่นใจ 100% ตำรวจและทหารเป็นอาชีพ มั่นใจแล้วจึงเลือกอาชีพนี้ มีอุดมการณ์ รู้ว่ามีหน้าที่ต้องทำ ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ และถือว่าโชคดีได้ทำงานกับเขาไม่คิดว่าตัวเองมีปัญหาแต่ว่าขณะนี้ถือว่าการทำงานกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าเดิมเยอะ
รู้สึกอย่างไรกับฉายาแม่นมอมทุกข์
คนตั้งฉายาไม่ยุติธรรมกับนายกรัฐมนตรี เพราะฉายานี้กระทบกับนายกรัฐมนตรี เพราะได้ทำงานกับนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัยเป็นฝ่ายค้าน ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เราไว้ใจกันมาก และนายกฯ ก็ไว้ใจผมมาก ให้ทำงานที่สำคัญๆ มีอะไรก็ต้องเรียนให้นายกฯ ทราบ นายกฯ ไม่ใช่คนจู้จี้ จึงทำงานร่วมกันได้ แต่ความทุกข์เกิดจากสถานการณ์บ้านเมืองมากกว่า ไม่ได้ทุกข์จากนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวไม่ค่อยได้คุยเรื่องเบาๆ กับนายกรัฐมนตรี ผมกับนายกฯ ก็มีอายุต่างกันมาก ผมอายุ 61 ปี นายกฯ อายุ 45 ปี (หัวเราะ) ตลกของผมนายกฯ อาจไม่ตลกก็ได้ (หัวเราะ) มีอะไรก็มักใช้โทรศัพท์มาถาม มาบอก เจอกันเกือบทุกวัน แต่คุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้คุย เพราะทำงาน แต่ผมรู้นายกฯ ไปไหนผมรู้ทุกวัน เพราะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้วย
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอุปนิสัยใจคออย่างไร
1.เป็นคนฉลาด สมองดี จำได้ทุกเรื่อง อ่านแฟ้ม ครม.ทุกหน้า แต่ผมเลือกอ่านบางหน้า บางเรื่อง แต่นายกฯอ่านหมด จำได้หมด เวลาประชุมจำได้ทุกเรื่อง เป็นคนที่ประชุมด้วยไม่เบื่อ เพราะเร็ว 2.เป็นคนที่ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว มีเรื่องการเมืองอย่างเดียว ชีวิตมีแต่เรื่องการเมือง สำหรับผมบางครั้งอาจขัดกับนายกฯ บ้าง เพราะบางเรื่องนายกฯ แคร์เรื่องกระแส ตามกระแสประชาชนคิดอะไรอยู่ สำหรับผมบางครั้งละเลยบ้าง เพราะเอาของจริง แต่ทำงานร่วมกันก็เข้าใจท่าน เพราะท่านเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่
นายกรัฐมนตรีตามกระแสแสดงว่าไม่เป็นผู้นำแต่เป็นผู้ตาม
ไม่ใช่หมายถึงฟังประชาชน เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่ดีกว่าต่ำ ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าบางเรื่องนายกฯ คิดอย่างไร ไม่ต้องถามบางเรื่องคาดได้เลยว่าเรื่องนี้นายกฯ ไม่เอาด้วยแน่นอน บอกกับเพื่อนร่วมพรรค หรือเพื่อนร่วมรัฐบาลว่า เชื่อผมเถอะแบบนี้ผมว่านายกฯ ไม่เอา และส่วนใหญ่คาดไม่ค่อยผิด
ความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกจับตามอง
ผมอยู่ในพรรค 31 ปี อยู่มานานกว่านายกฯ ตอนหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ มาทำงานผมเป็นคนไปชวนนายกฯ มาเป็นหัวหน้าพรรค บอกว่าบ้านเมืองต้องการผู้นำแบบนี้ อยากเห็นนายกรัฐมนตรีอายุ 40 กว่าปี และช่วยทำงาน จึงไม่มีอะไรที่จะเป็นปัญหาแต่สังคมชอบจะมีข่าวแบบนี้ เพราะน่าตื่นเต้น
นายกฯอภิสิทธิ์ เปลี่ยนไปหลังรับตำแหน่ง
การเปลี่ยนแปลงมีบ้าง เป็นนายกฯ ใหม่อาจไม่มั่นใจขนาดนี้ แต่เมื่อทำงานได้สักพักจับงานได้ระยะหนึ่งก็เป็นตัวเองมากขึ้น จากที่เคยให้คำปรึกษาบางครั้งบอกเราก่อนก็ถือว่าธรรมดา เพราะท่านเป็นผู้นำ เราต้องทำใจ
คุณบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาชื่นชมคุณสุเทพมาก
ผมเป็นคนเดียวที่สัมพันธ์กับผู้นำทางการเมืองเหล่านี้ ขณะที่จะจัดตั้งรัฐบาลผมเป็นคนไปเจรจาและตลอดเวลาที่คบกันมาผมไม่เคยผิดคำพูด ทำให้ท่านทั้งหลายเอ็นดูผม
มีคนในพรรคประชาธิปัตย์ผิดคำพูดแล้วคุณสุเทพต้องไปรับหน้าแทนหรือไม่
จำไม่ได้ (หัวเราะเสียงดัง) ผมเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อย เป็นคนไม่เอาเรื่องเมื่อวานซืนมาเป็นปัญหา คิดเพียงว่าวันนี้จะทำอย่างไร พรุ่งนี้จะทำอย่างไร จึงไม่ค่อยเป็นปัญหากับใคร
แกนนำพรรคร่วมที่ติด 111 หรือ 109 มาบ่นกับคุณสุเทพบ้างหรือไม่ในการร่วมรัฐบาล
บ่นบ้างแต่ก็อธิบายให้ฟัง ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ยากหน่อย พูดตรงๆ เพราะวัฒนาธรรมขององค์กรการทำงานอาจไม่เหมือนพรรคอื่น ที่หัวหน้าพรรคสั่งแล้วจบ พรรคผมไม่มีใครสั่งใครได้ 170 คนก็ 170 ความคิด ต้องอภิปราย แล้วลงมติ บางครั้งจึงไม่มีคำตอบให้พรรคร่วมรัฐบาล เรื่องใน ครม.ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะชี้แจงได้ แต่เรื่องรัฐธรรมนูญค่อนข้างจะมีปัญหา แต่วันนี้ถือว่าจบแค่นี้เอาบ้านเมืองให้รอดก่อน และเชื่อว่าพรรคร่วมจะไปด้วยกันอีกได้ มั่นใจว่า เพราะทุกคนอยู่ในการเมืองร่วมกันมานาน และวิธีทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ ต้องทำงานด้วยความอดทน พยายามต้องเข้าใจกัน เอาบ้านเมืองให้รอด เรื่องพรรค เรื่องบุคคลค่อยมาว่ากัน
ใกล้ถึงเวลาเลือกตั้งหรือยัง
ยัง อยากให้รัฐบาลอยู่อีกประมาณปี หรือปีกว่าเป็นอย่างน้อย เพราะบ้านเมืองในขณะนี้ไปเป็นด้วยดี ถ้ามีเวลาทำงานอีกสักปีประเทศชาติได้ประโยชน์ แม้ว่าจะตัดปัจจัยเรื่องยุบสภาพรรคร่วมก็ยังไม่แตก ฉุนกันบางเรื่องมี แต่คงไม่แตกแยก ส่วนเรื่องการพูดคุยกับพรรคร่วมมักคุยกับผม นายกฯ ใช้ผมไปคุย เวลาไปพูดคุยผมพูดในนามคุณอภิสิทธิ์ ในนามพรรค ไม่เคยพูดในนามส่วนตัว ก่อนไปคุยจะซักซ้อมกับนายกฯ ก่อน ผมพูดแบบนี้ได้เปล่า
นั่งหลายตำแหน่งหนักใจตำแหน่งไหนที่สุด
ดูแลเรื่องความมั่นคง เพราะในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง มีปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหายาเสพติด ปัญหาความไม่เข้าใจกันในทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่ซึ่งรู้สึกหนักใจ แต่ทำหน้าที่ไหว ไม่มีปัญหา อยากฝากบอกประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน อย่ากังวลในวันที่ 26 กุมภาพันธ์มากนัก เราต้องยึดหลักบ้านเมือง ยึดระบบไว้ เหตุการณ์ที่จะเกิดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นเรื่องของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ซึ่งชื่อบอกอยู่แล้ว คนที่จะเป็นองค์คณะในคดีต่างๆ มี 3 คน แต่ในคดีนี้มีองค์คณะถึง 9 คน ทั้ง 9 คนเป็นผู้พิพากษาอาวุโสจากศาลฎีกาทั้งนั้น ซึ่งได้เลือกมาแล้วจากที่ประชุมศาลฎีกา เราต้องเชื่อมั่นผู้พิพากษาทั้ง 9 คน การตัดสินไปซ้ายหรือขวาต้องมีเหตุผล ถ้าเรามั่นใจอย่างนี้ก็สบายใจ และควรทำใจยอมรับ ระบบศาลประเทศไทยมาตรฐานสากลสูงสุด ขอให้เราเชื่อมั่นอย่างที่ต้องบอก เพราะมีการปล่อยข่าวลือการติดสินบนผู้พิพากษาเป็นพันล้าน แบบนี้ทำลายความเชื่อมั่น ขอให้ประชาชนอย่าหวั่นไหว



