
"ส่วยซ่อนรูป"ผลประโยชน์บนข้อกฎหมาย
การออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมเรื่อง "ส่วยซ่อนรูป" โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาตำรวจจราจรกลาง (บก.จร.) ตั้งด่านจับควันดำ-เสียงดัง สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการซ้ำซาก น่าสนใจและน่าจับตามองว่ารัฐและผู้เกี่ยวข้องจะจัดการเรื่
สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการขนส่งทางบกทั่วประเทศ 13 สมาคม กับ 4 ชมรม เป็นเสียงที่รัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในฐานะกำกับดูแลกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงจะต้องรับฟัง และหามาตรการแก้ไข พร้อมทั้งวางกรอบปฏิบัติเสียใหม่ หากการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหา
หนึ่งในข้อกล่าวหานั้นพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบควันดำ
ตำรวจผู้ตรวจจะขึ้นรถไปเหยียบคันเร่งแช่ในอัตรารอบสูงเกินกำหนด...ถ้าควันไม่ดำก็ถูกยัดข้อหาเสียงดังเกินกำหนด?
หมายความว่า อย่างไรเสียรถคันไหนที่ถูกเรียกจอดต้องโดนตั้งข้อหาทุกคัน
ประเด็นนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบ แต่ในชั้นนี้ "คม ชัด ลึก" ได้พูดคุยกับอดีตนายตำรวจประจำ กก.5 บก.จร. ซึ่งรับผิดชอบตรวจควันดำรถยนต์และรถบรรทุก ยืนยันชัดเจนว่า จริง ?!!
การตรวจจับควันดำเป็นอำนาจตามกฎหมาย มีอัตราโทษปรับขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุด 1,000 บาท โดยผู้ออกใบสั่งจะได้รับเงินส่วนแบ่งนำจับ 75 เปอร์เซ็นต์จากใบสั่ง 1 ใบ
1 วัน ออกไปสั่ง 100 ใบ คิดอัตราโทษปรับต่ำสุด 500 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 5 หมื่นบาท เข้ารัฐ 12,500 บาท เข้ากระเป๋าผู้จับกุม 37,500 บาท
1 เดือน คิดเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท เข้ารัฐ 375,000 บาท เข้ากระเป๋าผู้จับกุม 1.12 ล้านบาท
ถ้า 1 ปี เอา 12 คูณเข้ากับตัวเลขข้างต้น...ก็จะเป็นรายได้ทั้งหมด !?!
อดีตนายตำรวจบอกว่านี่คือ "ส่วย" ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าด่านควันดำส่วนใหญ่ไม่ค่อยเรียกเก็บค่าเบี้ยบ้ายรายทาง เหมือนด่านจราจรอื่นๆ เนื่องจากผลประโยชน์จากค่าปรับมากมายมหาศาลอยู่แล้ว และทุกคนก็รู้ดีถึงผลประโยชน์ตรงส่วนนี้
สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่า เจ้าหน้าที่ขึ้นไปเหยียบคันเร่งด้วยตนเอง แล้วเหยียบแช่ในรอบเครื่องยนต์สูงนั้น อดีตนายตำรวจควันดำ บก.จร.บอกว่า หนึ่ง เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้ารอบเครื่องยนต์สูงขนาดนั้น รถบรรทุกแทบทุกคันจะมีควันดำ สอง เครื่องตรวจไม่ได้ล้าง เมื่อควันออกมาจึงมีเปอร์เซ็นต์สูงที่ควันจะดำเกินกว่ากฎหมายกำหนด
เขายกตัวอย่างรถกระบะป้ายแดง ถ้าขับตามรอบเครื่องยนต์ปกติ ท่อไอเสียจะไม่ปล่อยควันดำออกมา แต่ถ้าถูกเรียกตรวจแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปเหยียบคันเร่ง กระแทกและแช่ที่ไม่ใช่รอบปกติ โอกาสที่จะตรวจพบควันดำก็มีมาก
เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงรถบรรทุก ?!!
ด้วยเหตุนี้จึงเกิด "ส่วย" ควันดำเกิดขึ้นตามมา ยกเว้น "ส่วยซ่อนรูป" ที่กำลังถูกโวยวายอยู่ในขณะนี้
"เท่าที่รู้มาบางบริษัทที่เคี่ยวหน่อย เขาจะให้คนขับรถเสียเงินค่าปรับเอง แต่บ่อยเข้ามันก็ไม่ไหว แต่ก็มีบางบริษัทที่เคลียร์เงินนอกระบบให้แก่แม่บ้านของหน่วย แล้วมีสัญลักษณ์บ่งบอกให้รู้กันเฉพาะ ถ้ารถบริษัทนี้มีสัญลักษณ์อย่างนี้เข้าด่านก็ปล่อยออกไป" เขาอธิบาย
สนนราคาค่าส่วยนอกระบบนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณรถบรรทุกของบริษัทนั้นๆ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน เรียกว่า "ระบบเหมาจ่าย"
สมมติว่ามีรถบรรทุก 10 คัน ยอดจ่ายสูงที่หลักพันปลายๆ จนถึงหมื่นต้นๆ ต่อเดือน ถ้ามีรถน้อยก็อาจจะอยู่แค่หลักพันกลางๆ เมื่อจ่ายเสร็จเจ้าหน้าที่จะรู้กันเองว่าคันไหนจ่ายแล้วบ้าง
แต่ก็มีบางกรณีที่จ่ายแล้วก็ยังถูกจับอีก เป็นเพราะจ่ายล่าช้าเกินกำหนดก็อาจจะมีการ "เตือน" ให้รู้ตัวว่าเลยเวลาต้อง "ส่ง" แล้ว !?!
บก.จร.เป็นหน่วยขึ้นตรงกับ บช.น.รับผิดชอบดูแลงานจราจรในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อพ้นเขตนครบาลออกไปจะเป็นเขตรับผิดชอบของตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตำรวจทางหลวงไม่มีงานควันดำ จึงไม่มีความผิดในบริบทนี้ แต่จะมีความผิดในลักษณะอื่นเข้ามา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบรรทุกน้ำหนักเกิน
อดีตนายตำรวจทางหลวงอีกคน อธิบายเหมือนกับที่สังคมเคยรับรู้มาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่อง "ส่วยทางหลวง" แต่เขาอธิบายลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องการผ่านด่านชั่งว่า เมื่อถึงด่านตาชั่งรถที่จ่ายส่วยก็แค่วิ่งเข้าด่านตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่จะไม่เปิดเครื่องชัง แล้วก็ปล่อยให้วิ่งเลยไป ป้องกันข้อครหาจากรถคันอื่น
ไม่ว่าจะ "ส่วยซ่อนรูป" กับ "ส่วยนอกระบบ" จะแตกต่างกันที่ด้านหนึ่งมีกฎหมายรองรับให้เอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วผู้บัญญัติกฎหมายคงไม่ได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น เพียงแค่มองเห็นข้อดีที่เกิดแก่สังคม ทว่า "คน" เท่านั้นที่ตีความเข้าข้างตัวเอง ไม่สายหากจะแก้ไขความผิดพลาดที่มีมาตั้งแต่ต้นนี้เสีย ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน



