ข่าว

ชาวริมโขงจับมือสกัดปัญหาแม่น้ำโขงแห้ง

ชาวริมโขงจับมือสกัดปัญหาแม่น้ำโขงแห้ง

22 ก.พ. 2553

ชาวบ้านกว่า 200 รวมตัวร่วมประชุม เพื่อหาทางช่วยแม่น้ำโขง นับเป็นครั้งแรกของการประชุมภาคประชาสังคมระหว่างประเทศจีน ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ณ นครคันเทอ นครใหญ่แห่งที่ 5 ของเวียดนาม ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนฐานะเมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นก้าวแรกของคนเล็กๆ ที

 มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการประชุมว่าด้วยเรื่อง "สิ่งแวดล้อมแม่โขงและวิถีชีวิต : สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและนัยข้ามพรมแดน" ครั้งนี้ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการประชาชนเมืองคันเทอ คณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยคันเทอ เครือข่ายแม่น้ำเวียดนาม ร่วมกับมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ประเทศไทย พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง และออกแฟมออสเตรเลีย ณ อาคารห้องสมุด มหาวิทยาลัยคันเทอ ว่า

 แม้การมีส่วนร่วมจากภาครัฐและนักลงทุนด้านการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงในการประชุมครั้งนี้จะมีจำนวนน้อย แต่มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น คือ เกิดความตื่นตัวต่อปัญหาจากเขื่อนในลำน้ำโขงของนักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ กรรมการประชาชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดบริเวณปากแม่น้ำโขงของเวียดนามจากจำนวน 13 จังหวัด มี 3 จังหวัด ซึ่งเกิดการประชุมแลกเปลี่ยนกันในปัญหาผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงมาก่อนแล้ว ความน่าจับตาอยู่ที่ความตื่นตัวนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสังคมนิยม ซึ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในความสนใจของหลายประเทศสำคัญทั่วโลก

 การสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของคนปากแม่น้ำโขง ทว่าเป็นปัญหาร่วมของมนุษยชาติที่เขื่อนได้ปิดกั้นทำลายสายชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของชีวิต ผู้อาวุโสระดับกรรมการประชาชนเมืองคันเทอกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ และได้กล่าวสนับสนุนให้ภาคประชาชนของแต่ละประเทศร่วมมือกันศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะผลกระทบจากเขื่อนในลำน้ำโขงเป็นปัญหาใหญ่ที่ซับซ้อนจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ในการนำเสนอปัญหา

 นอกจากนี้ยังกล่าวย้ำถึงแผนภารกิจของตนเพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ เปิดการประชุมระดับกรรมการประชาชนของเมืองในอีก 10 จังหวัด บริเวณปากแม่น้ำโขงที่ยังไม่ได้รับรู้ปัญหานี้

 นักวิชาการของเวียดนาม โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยคันเทอหลายคน ให้ความเห็นตรงกันว่า ด้านหนึ่งของกระแสการพัฒนาสมัยใหม่ต้องพึ่งพาพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อน แน่นอนว่าการได้มาซึ่งพลังงานย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนด้วย โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงที่มีทั้งบริษัทลงทุนของจีน ไทย เวียดนาม มาเลเซีย กำลังรีบเร่งสร้างเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนของจีนที่สร้างเสร็จและเปิดใช้งานไปแล้ว 3 เขื่อน และอีกเขื่อนที่สร้างเสร็จและกำลังกักเก็บน้ำคือเขื่อนเสี่ยววาน ซึ่งถือว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในตอนบนจาก 15 เขื่อนในแผนการสร้างของจีน และในแม่น้ำโขงตอนล่างมีแผนการสร้างเขื่อนอีก 12 เขื่อน ซึ่งอยู่ในอัตราเร่งสำคัญที่จะทำให้พื้นที่ปากแม่น้ำโขงขาดน้ำจืดไหลอย่างพอเพียงในหน้าแล้ง

 ส่งผลทำให้น้ำทะเลหนุนเข้าในพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้เวียดนามสามารถปลูกข้าวส่งออกได้มากเป็นอันดับสองของโลกรองจากไทย รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์น้ำ การปลูกผลไม้สินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ ความหลากหลายของพันธุ์ปลาจากกว่า 1,000 ชนิด ในปากแม่น้ำโขงจะลดลง ผลกระทบเหล่านี้หมายถึงความมั่นคงทางอาหารของประชาชนลดลง  นอกจากนี้มีแนวโน้มว่า ประชากร 15% ซึ่งไร้ที่ดินทำกินจะอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่และบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเพิ่มขึ้น และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งห่างออกมากขึ้นอีก สิ่งนี้เป็นอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาสมัยใหม่ ซึ่งนักวิชาการและภาคประชาสังคมของเวียดนามใต้บริเวณปากแม่น้ำโขงเริ่มตระหนักอย่างจริงจัง

 พวกเขายอมรับว่า ด้วยข้อจำกัดของระบบการเมืองการปกครองของประเทศและพลังมหาศาลของระบบตลาดทุนนิยม จำเป็นต้องเกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคประชาสังคมในประเทศลุ่มน้ำโขง ทั้งจากองค์กรประชาชนท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ ในการร่วมมือกันสร้างการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนให้เกิดขึ้น เพราะระบบตลาดทุนนิยมกับกลไกการปกครองของแต่ละประเทศ ขาดความสนใจในวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหารและการจัดการทรัพยากรที่สมดุลและยั่งยืน แม้จะมีกลไกของรัฐระหว่างประเทศในภารกิจการพัฒนาแม่น้ำโขงที่ยั่งยืนคือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งตั้งมานานแล้วตั้งแต่ยุคสงครามเย็นก็ตาม

 การประชุม "สิ่งแวดล้อมแม่โขงและวิถีชีวิต : สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและนัยข้ามพรมแดน" ณ มหาวิทยาลัยคันเทอ หรือแม้ในเวทีระดับโลก ยกการต่อสู้ของประชาชนคนไทย ที่ต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูนเป็นตัวอย่าง

 ผู้แทนภาคประชาชนจากปัญหาเขื่อนปากมูน กล่าวว่า บทเรียนที่ดีที่สุดในการต่อสู้เรื่องเขื่อน คือ การไม่สร้างเขื่อนขวางกั้นลำน้ำใด แต่ร่วมกันแสวงหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ยั่งยืนและเคารพสิทธิของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ด้วยข้อจำกัดการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ ทำให้การร่วมมือของภาคประชาชน ประชาสังคมในแต่ละประเทศจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมมือกันในการแสวงหาทางเลือกเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำโขงที่สมดุลและยั่งยืนในรูปแบบที่ไม่ติดอยู่ในกรอบแนวคิดของแต่ละรัฐชาติอีกต่อไป

 ตัวแทนจากเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา กล่าวยืนยันว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรริเริ่มความร่วมมือโดยภาคประชาชนท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขงเอง โดยการศึกษาวิจัยองค์ความรู้นิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เห็นเป็นแผนที่ทางยุทธศาสตร์การพัฒนาของประชาชนเอง ตั้งแต่จากสามเหลี่ยมทองคำเชียงแสน เชียงของ หลวงพระบาง เชียงคานถึงนครพนม อุบลราชธานีถึงปากเซ สี่พันดอน โตนเลสาบ และปากแม่น้ำโขง และก้าวไปสู่กรรมาธิการประชาชนลุ่มน้ำโขง

 ทั้งหมดนี้ภาคประชาสังคมของกัมพูชา เวียดนาม โดยเฉพาะนักวิชาการและกรรมการประชาชนของเวียดนามบางส่วนในปากแม่น้ำโขงเห็นว่า การเร่งศึกษาผลกระทบจากปัญหาและแสวงหาทางเลือกการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลร่วมกันของภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำโขง ย่อมส่งผลให้ผู้กำหนดกลไกด้านนโยบายได้เข้าใจถึงความสำคัญของนิเวศวัฒนธรรมและความมั่นคงทางอาหารของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่แท้จริงของชีวิตผู้คนในแต่ละประเทศมากกว่าเม็ดเงิน ตัวเลขจีดีพี และตัวเลขในตลาดการเงิน

 ทว่าคำถามที่ท้าทายอย่างหนึ่งของภาคประชาสังคม คือ จะมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน นอกจากการพึ่งตนเองตามปัจจัยที่จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาทำให้การเคลื่อนตัวของความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนในลุ่มน้ำโขงเป็นไปอย่างเชื่องช้า รวมทั้งพวกเขาเหล่านั้นไม่มีองค์กรรัฐและองค์กรทุนจากนานาชาติสนับสนุนมากนัก เมื่อเทียบกับคณะกรรมการธิการแม่น้ำโขง หรือเอ็มอาร์ซี ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและนานาชาติมานาน ทว่าแทบจะไม่มีชีวิตผู้คนในชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำโขงรวมอยู่ในรายงานการศึกษาเหล่านั้นเลย