
ศาลปกครองกลางลงพื้นที่ตรวจโรงงานมาบตาพุด
ศาลปกครองกลางนำผู้ฟ้อง และผู้ถูกฟ้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในพื้นที่มาบตาพุด ก่อนพิจารณาอนุญาตสร้างต่อหรือไม่ เพื่อไทยจี้รัฐเร่งเสนอกฎหมายแก้ปัญหามาบตาพุด
(22 กพ.) เมื่อเวลา 09.00น. องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง นำโดย นายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าศาลปกครองกลาง พร้อมคณะ เดินทางมาที่ มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อเผชิญสืบข้อเท็จจริง กรณีที่อัยการสูงสุด ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยขอให้ 12 โครงการมาบตาพุด ที่ศาลมีคำสั่งระงับการดำเนินการไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพาษานั้น สามารถก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จได้
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงประกอบด้วย ตุลาการ 4 คน โดยตุลาการที่อยู่ในองคณะ 2 คน ตุลาการผู้สังเกตการณ์ 2 คน เจ้าหน้าที่ทำสำนวน 4 คน ผู้ฟ้องคดี 7 คน ผู้ถูกฟ้องคดี 4 คน คณะทั้งหมด เข้าไปตรวจสอบ ท่าเรือมาบตาพุดแท็งค์เทอร์มินอล นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นแห่งแรก จากนั้น จะเข้าไปดูที่ นิคมอุตสาหกรรม เหมราช นิคมอุตสาหกรรม เอเซีย และโรงงานผลิตเหล็กเส้น ในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง
ทั้งนี้การเข้าไปตรวจสอบ ภายในโรงงานต่างๆไม่เกี่ยวกับเรื่องของมลพิษ แต่ไปดูเรื่องของการก่อสร้างเท่านั้น และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน ติดตามเข้าไปบันทึกภาพและทำข่าวระหว่างที่คณะเข้าไปทำการตรวจสอบ
เพื่อไทยจี้รัฐเร่งเสนอกฎหมายแก้ปัญหา”มาบตาพุด”
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการแก้ไขปัญหามาบตาพุดเป็นปัญหาใหญ่ แต่รัฐบาลแก้ปัญหาล่าช้า แม้สถานการณ์ขณะนี้หากไม่ดำเนินการใดๆจะยิ่งส่งผลกระทบสร้างความหายนะทางเศรษฐกิจและทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนจึงไม่อยากให้ซื้อเวลา อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของภาคเอกชนและให้เกิดความเชื่อมั่นใจทางเศรษฐกิจกับนักลงทุน ดังนั้น พรรคเพื่อไทย จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาล คือ ขอให้เร่งรัดเสนอร่างกฎหมายเรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมจะให้ความร่วมมือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาโดยเร็วที่สุด ขอให้เร่งรัดให้เกิดความชัดเจนในขั้นตอนและรายละเอียดของการจัดทำ EIA และ HIA รวมทั้งทำประชาพิจารณ์ พร้อมขอให้เร่งรัดการกำหนดประเภทของโครงการ อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุนชนเพื่อสร้าวความชัดเจนให้กับนักลงทุนโดยเร็ว
นอกจากนี้ ขอให้ย้อนกลับไปแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุคสาหกรรมและที่อื่นๆที่ได้รับการร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ โดยเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ พร้อมเร่งรัดทำความเข้าใจและให้ความมั่นใจกับนักลงทุนไทยและต่างชาติ ให้ทราบถึงขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐโดยเสนอกำหนดระยะเวลาการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ซึ่งจากข้อเสนอดังกล่าว รัฐบาลควรกำหนดแผนงานและกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ



