
มช.ชี้มี.ค.-เม.ย.ปัญหาหมอกควันเหนือทวีความรุนแรง
นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม มช. ชี้ปัญหาหมอกควัน-มลพิษทางอากาศ เกิดซ้ำซากทุกปี เหตุหน่วยงานรับผิดชอบไม่แก้ไขปัญหาจริงจัง จวก อปท.ปล่อยปะละเลยปล่อยชาวบ้านเผาพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างรอบเมืองเชียงใหม่ ระบุ มี.ค.-เม.ย.นี้ ปัญหาหมอกควันทวีความรุนแรง จังหว
(22ก.พ.) รศ.ดร.ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง นักวิจัยผู้ชำนาญการ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประชาชนเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันจากการเผาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี แม้มีความพยายามแก้ไขปัญหาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุหลักเกิดจากไฟป่าที่มาจากฝีมือมนุษย์ ทั้งการเผาเพื่อหาของป่าและการเผาเปิดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เดิมที่เคยเกิดปัญหาไฟป่าทุกปี เช่น อ.แม่แจ่ม อ.อมก๋อย
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง คือ การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปัจจุบันยังพบการเผาลักษณะนี้ในหลายพื้นที่ เช่น ที่นาริมถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด มีการเผาเป็นบริเวณกว้าง แต่หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับปล่อยปะละเลยให้มีการเผาในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือน ก.พ. - เม.ย. การเผาเพื่อกำจัดหญ้าและวัชพืชกินพื้นที่เป็นวงกว้างต้องใช้ระยะเวลาในการเผานาน ก่อให้เกิดหมอกควันและมลพิษทางอากาศสะสมอากาศ นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ก่อสร้างมีการเผาหลายจุดดังนั้นจึงต้องคุมเข้มจุดนี้ด้วย
รศ.ดร.ดวงจันทร์ กล่าวว่า เมื่อมีการเผาเกิดขึ้นหมอกควันและมลพิษทางอากาศจะลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในอากาศสูงจากพื้นดินเพียง 3 - 5 กม.แล้วสะสมอยู่เพราะจ.เชียงใหม่เป็นเมืองแอ่งกระทะ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เอาจริงเอาจังกับแก้ปัญหาการเผาในที่โล่งและในพื้นที่เกษตรกรรม ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
"องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดแต่กลับไม่เห็นความสำคัญและไม่เห็นการเผาในที่โล่งเป็นประเด็นที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ยังพบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในอำเภอต่างๆอยู่ ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังแก้ปัญหากันอยู่ในห้องประชุม "รศ.ดร.ดวงจันทร์กล่าว
ร.ดร.ดวงจันทร์ กล่าวอีกว่า ในฐานะนักวิชาการพยายามรณรงค์อย่างเข้มข้นเพื่อลดการเผาอันก่อให้เกิดหมอกควันและมลพิษทางอากาศเพื่อเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งในห้วงปี 2547 ที่มีการรณรงค์พบว่าคุณภาพของจ.เชียงใหม่ดีขึ้น แต่หลังจากจบโครงการกลับไม่มีหน่วยงานใดสานต่อ ทั้งที่มีบทเรียนมาแล้วว่าในช่วงนี้จะมีปัญหาเกิดขึ้นแต่กลับไม่มีการวางแผนรับมือ หรือจัดสายตรวจลงพื้นที่ป้องกันการเผา
แม้ขณะนี้อยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ. แต่หมอกควันและมลพิษทางอากาศเกิดขึ้นแล้ว จนไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของดอยสะเทพได้อย่างชัดเจนหากมองจากตัวเมืองเชียงใหม่ คาดว่าเมื่อถึงช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นและอาจรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่าพื้นที่ไฟป่าที่เกิดขึ้นในหลายจุดมีจำนวนการเกิดใกล้เคียงกับปี 2550
เริ่มมีหมอกควันสีขาวปกคลุม-มองไม่เห็นดอยสุเทพ
สถานการณ์หมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มมีกลุ่มหมอกควันสีขาวปกคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณยอดดอยสุเทพ เมื่อมองจากพื้นราบพบว่าพบว่ามีหมอกควันสีขาวปกคลุมหนาแน่นทำให้ดอยสุเทพไม่ชัดเจน ส่วนสภาพบรรยากาศโดยทั่วไปก็ไม่สดใส ทั้งนี้ จากข้อมูลรายงานคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษวันนี้ (22 ก.พ.) บริเวณจุดตรวจวัดศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 10) ที่ระดับ 98.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ที่ระดับ 89
ขณะที่บริเวณจุดตรวจวัดโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อ.เมือง ค่าพีเอ็ม 10 ที่ระดับ 86.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร ค่าเอคิวไอที่ระดับ 79 ส่วนบริเวณจุดตรวจวัดพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ค่าพีเอ็ม 10 ที่ระดับ 50.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเอคิวไอที่ระดับ 56 ซึ่งทั้งค่าพีเอ็ม 10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ระดับ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเอคิวไอก็ไม่เกินระดับมาตรฐานที่ไม่เกิน 100
นายอภิวัฒน์ คุณารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่จากการติดตามรายงานคุณภาพอากาศยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถิติขึ้นลงต่อเนื่องแต่ยังไม่พบว่าเกินค่ามาตรฐาน สำหรับสถานการณ์ในปีนี้ที่หลายฝ่ายมองว่าจะมีอากาศที่แห้งแล้งมากขึ้นซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ตนเองมองว่าแล้งอาจจะมีส่วนทำให้เกิดหญ้าแห้ง อากาศแห้งมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหมอกคควันที่จริงคือประชาชน หากควบคุมการเผาได้ปัญหาหมอกควันก็จะไม่เกิดขึ้น
ปัญหาที่สำคัญตอนนี้มี 2 ประเด็น คือ สามารถควบคุมคนเผาได้หรือไม่ และหลังจากเกิดการไม้แล้วทางท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรเข้าไปดับไฟได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องของทางปฏิบัติกันทั้งหมด ก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการเรียกประชุมเพื่อวางแผน มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาซักซ้อมทำความเข้าใจ
"ตอนนี้หากทุกหน่วยงานทำตามเผาที่ได้วางไว้ผมเชื่อมั่นว่าปัญหาหมอกควันจะไม่รุนแรง และมีแนวโน้มที่จะลดลงจากปีก่อน เพราะประชาชนเริ่มตระหนักถึงผลกระทำที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งทางจังหวัดมีการประกาศเอาจริงเอาจังกับผู้ที่เผา ก็จะทำให้ประชาชนหวาดกลัวเพิ่มมากขึ้น สำหรับที่อ.แม่แจ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงว่าจะมีการเผามากที่สุด เพราะเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดทำให้เหลือตอซังข้าวโพดหลายตัน ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งก็ได้ระดมเครื่องบดนำไปบดตอซังข้าวโพดเก็บไว้เพื่อรอนำไปทำปุ๋ยหมัก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการเผาได้ในระดับหนึ่ง" นายอภิวัฒน์ กล่าว
หมอกควันไฟปกคลุมพื้นที่ลำปางส่งผลกระทบการบิน
สภาพอากาศในเขตเทศบาลนครลำปาง มีหมอกควันไฟปกคลุมพื้นที่ โดยสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน และทำให้ส่งผลกระทบต่อเครื่องบินที่จะลงจอดที่ท่าอากาศยานลำปางของวันนี้ ซึ่งทางหอบังคับการบินลำปาง ต้องเปิดไฟบนรันเวย์ ซึ่งมีความยาวประมาณ 2,000 เมตร เพื่อให้เครื่องบินทุกชนิด
โดยเฉพาะเครื่องบินโดยสารที่กำลังจะลงจอดสามารถมองเห็นรันเวย์ ได้ในระยะไกล เพื่อนำเครื่องบินลงจอดได้ สาเหตุที่ทางหอบังคับการบินลำปาง ต้องทำการเปิดไฟบนรันเวย์ เนื่องจากทัศนวิสัยในการมองเห็นรันเวย์ของนักบิน ไม่สามารถมองเห็นได้ในระยะ 4 กิโลเมตร เพราะว่ามีหมอกควันไฟปกคลุมพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานลำปาง และจำเป็นที่จะต้องเปิดไฟรันเวย์
อย่างไรก็ตาม ถือว่าไม่เป็นปัญหา ต่อการนำเครื่องบินลงจอด เนื่องจากหอบังคับการบินลำปาง จะเปิดสัญญานำทาง เพื่อเชื่อมต่อการบินกับเครื่องบินให้ลงสู่ท่าอากาศยานลำปางอย่างปลอดภัย แต่การนำเครื่องบินขึ้นจากท่าอากาศยานลำปาง ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ เครื่องบินสามารถนำเครื่องขึ้นได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเปิดไฟบนรันเวย์
ไทย-พม่ายกปัญหาหมอกควัน-ยาเสพติดถกทีบีซี
ที่โรงแรมแรมจิน่าแอนด์สนามกอล์ฟคลับ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า พ.อ.จิรเดช กมลเพชร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 กองกำลังผาเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-พม่า (ทีบีซี) และฝ่ายพม่าโดยพ.ท.เมี๊ยตจู่โซ ผู้บังคับการกองพันเคลื่อนที่เร็วที่ 359 ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นพม่า- ไทย ได้ร่วมกันเป็นประธานที่ประชุมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นพม่า-ไทย หรือ ทีบีซี ครั้งที่ 63
โดยมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครองจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ของไทย และจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า กว่า 50 คนเข้าร่วมประชุม ซึ่งในที่ประชุมทั้งสองฝ่ายได้นำเอาปัญหายาเสพติด ปัญหาหมอกควัน และปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากสถานการณ์ภัยแล้งทั้งสองประเทศมาหารือ โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดและการก่อเหตุตอบโต้เจ้าหน้าที่ด้วยความรุนแรงของขบวนการค้ายาเสพติดทั้งฝั่งไทยและฝั่งประเทศพม่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจะให้ความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษและเร่งด่วนเพื่อเร่งกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ทั้งสองประเทศให้หมดไปโดยเร็ว
ส่วนปัญหาหมอกควันทางพม่าและไทยจะทำการดำเนินแผนประกาศห้ามเผาทุกชนิดพร้อมกันทั้งสองฝั่งเพื่อให้ลดปัญหาหมอกควันและปัญหาภัยแล้งจะพิจาณาในการขุดลอกและสร้างฝายในแม่น้ำสาย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง



