ข่าว

ชาวบ้านหวั่นเกิด "คลัสเตอร์ส้มตำ- คลัสเตอร์ยาดอง" ย่านหัวลำโพง

ชาวบ้านหวั่นเกิด "คลัสเตอร์ส้มตำ- คลัสเตอร์ยาดอง" ย่านหัวลำโพง
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ชาวบ้านย่านหัวลำโพงร้องเรียน "คมชัดลึก" หวั่นเกิดคลัสเตอร์ใหม่ หลังเปิดประเทศแม่ค้าส้มตำ ยาดอง กลับมาเปิดร้านตั้งวง ใช้แก้วเหล้าแก้วน้ำใบเดียววนก๊งรอบวง

ทีมข่าวคมชัดลึก ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านย่านหัวลำโพง เกรงว่าจะเกิดคลัสเตอร์ใหม่ในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากกรณีแม่ค้าขายส้มตำบริเวณใกล้สถานีรถไฟหัวลำโพง ที่พบว่าจะมีแม่ค้าแบกหาบเร่ ปูเสื่อ ให้ลูกค้านั่งกินส้มตำ ที่สำคัญจะมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นยาดอง หรือเหล้าขาว โดยแม่ค้าส่วนใหญ่จะใช้แก้วเป๊กรินเหล้าแล้วผลัดกันดื่มวนไป

เช่นเดียวกับนำดื่มก็ใช้แก้วเดียวกันกินหมุนเวียนสลับกัน  ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการจะเป็นคนจากต่างจังหวัด วินจักรยานยนต์รับจ้าง รวมทั้งคนขับแท็กซี่ โดยจะเปิดขายในช่วงดึกประมาณ 21.00 น.เป็นต้นไป 

หลังรับเรื่องร้องเรียน ทีมข่าวคมชัดลึก ได้ลงพื้นที่สังเกตุการณ์บริเวณดังกล่าว พบว่า บริเวณรอบนอกย่านสถานีรถไฟหัวลำโพง รวมถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง  จะมีแม่ค้าส้มตำหาบเร่ปูเสื่ออยู่หลายเจ้า  แต่ละเจ้าจะมีลูกค้าเข้ามานั่งดื่มพูดคุยกัน  บางรายแอบซ่อนเหล้าไว้ในหาบที่ใส่อุปกรณ์ส้มตำ  บางรายนำเหล้าใส่กระเป๋าโดยรินใส่ขวดน้ำเปล่า  เมื่อลูกค้าสั่งเหล้าก็จะรินใส่ขวดแบนเพื่อแบ่งขาย  ส่วนใหญ่ก็จะนั่งกินกันบนพื้นริมทางเท้า  ซึ่งจะมีลูกค้าสลับกันไปมา  บางครั้งมานั่งเป็นกลุ่ม  ด้วยพฤติกรรมเหมือนกันคือดื่มเหล้าแล้ววนแก้วกันดื่มรอบวง

ชาวบ้านหวั่นเกิด "คลัสเตอร์ส้มตำ- คลัสเตอร์ยาดอง" ย่านหัวลำโพง

ขณะที่คนขับแท็กที่ย่านหัวลำโพง  เปิดเผยว่า  ทุกวันจะมีแม่ค้าหาบเร่มานั่งบริเวณรอบหัวลำโพง  อีกจุดคือเป็นบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน  ยึดที่ริมทางเท้าขายเหล้า  โดยเฉพาะช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะมีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก  ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่หรือขาประจำ  เนื่องจากจะมีสาว ๆ หน้าตาดีมาให้บริการ  ช่วงโควิดที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนขาย  แต่หลังจากมีการเปิดประเทศ  กลุ่มแม่ค้าหาบเร่ก็เริ่มออกมาขายเหมือนเดิม  บางคนก็ไม่ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย  ที่สำคัญจะเห็นว่าเวลาดื่มเหล้าจะใช้แก้วใบเดิมวนแก้วกันไปมา  จึงกลัวเหมือนกันว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ขึ้น

นอกจากนี้คนขับแท็กซี่ยังเปิดเผยว่า ตรงจุดนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล

logoline