
โคทมขออภิสิทธิ์ขยายพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ
"โคทม ยื่นหนังสือนายกฯขยายพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ ชี้นโยบายของรัฐบาลด้านนี้ยังประสบกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ
(22 ก.พ.) นายโคทม อารียา ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาได้เข้ายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ขยายระยะเวลาในการยื่นแบบคำขอพิสูจน์สัญชาติของแรงงานข้ามชาติ จากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ออกไปอีก
รายงานข่าวจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 ผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติที่หลบหนีเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานบางประเภทในราชอาณาจักรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2550 จำนวน 382,541 คน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ที่เปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติที่หลบหนีเข้าเมืองจดทะเบียนเป็นครั้งสุดท้ายจำนวน 933,391 คน รวมเป็น 1,315,932 คน จะต้องกรอกแบบและยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 โดยแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า จะต้องไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ ณ ศูนย์ประสานงานพิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่า 3 แห่ง คือเมืองท่าขี้เหล็ก เมืองเมียวดี และเกาะสอง นั้น
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ ได้ติดตามปัญหาแรงงานข้ามชาติและกระบวนการพิสูจน์สัญชาติตามนโยบายของรัฐบาลตลอดมา มูลนิธิฯ ขอสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการที่จะดำเนินการให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านได้มีสถานะเป็นผู้เข้าเมืองและทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย
นอกจากจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพากำลังแรงงานเหล่านี้อย่างมาก ลดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการที่ยังมีข้าราชการบางคนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากกระบวนการนำแรงงานเข้ามาและทำงานในประเทศอย่างผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิฯ เห็นว่า การปฏิบัติตามนโยบายการพิสูจน์สัญชาติของรัฐบาลยังประสบกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ทั้งปัจจัยภายในประเทศเอง เช่น ยังมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่รู้ ไม่เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ และไม่ตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของการพิสูจน์สัญชาติดังกล่าว และปัจจัยในประเทศพม่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองและทางเชื้อชาติ ทำให้แรงงานข้ามชาติบางกลุ่ม บางเชื้อชาติ เกิดความหวั่นเกรงถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ในการที่จะต้องไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่า
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม ผลที่จะเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ก็คือ แรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องถูกส่งกลับโดยเจ้าหน้าที่ หรือต้องกลายเป็นแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศอย่างผิดกฎหมาย เป็นการเพิ่มจำนวนให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายให้มีมากยิ่งขึ้น
นอกจากจะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแรงงานข้ามชาติบางกลุ่มที่ถูกบังคับส่งกลับอาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัวอันเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและทางเชื้อชาติในประเทศพม่า
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการยื่นแบบคำขอพิสูจน์สัญชาติจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ออกไปอีกระยะหนึ่ง



