ข่าว

ปชป.ชี้ตปท.เตือนปชช.งดเข้าไทยกระทบทท.

ปชป.ชี้ตปท.เตือนปชช.งดเข้าไทยกระทบทท.

22 ก.พ. 2553

“ปชป.” ยอมรับ “ตปท.”แจ้งเตือน“ปชช.”ของตัวเอง กระทบ “ทท.-ศก.”ของ “ไทย” ซัด “แม้ว” แทรกแซง “องค์กรอิสระ- กระบวนการยุติธรรม”จนบ้านเมือง“วิกฤต”ปูด“สื่อต่างชาติ”เผย“เครือข่ายแม้ว” ส่งข้อมูลคลาดเคลื่อนให้“ตปท.”คาด เจอ 4 สถานการณ์ก่อน-หลัง “ตัดสินคดียึดทรัพย์”แน

(22ก.พ.) น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีรัฐบาลหลายประเทศได้ประกาศแจ้งเตือนพลเมือง ของแต่ละประเทศให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงนี้ว่า การประกาศดังกล่าวกระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ที่กำลังกลับมาดีในช่วงปีที่ผ่านมา แต่กลับต้องมาชะลอตัวชั่วคราว อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่จะรักษาความเชื่อมั่นไว้ ทั้งนี้ได้มีการสอบถามไปยังสื่อต่างประเทศก็พบว่า มีการส่งข้อมูลผ่านไปยังรัฐบางต่างประเทศ โดยเครือข่ายของผู้ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน

  ประเด็นที่ 1. คือเรื่องของความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมืองหรือสงครามประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงขณะนี้ ไม่มีมวลชนจำนวนมากที่สนับสุนแนวทางการเกิดสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน การให้ข่าวดังกล่าวถือเป็นการโจมตีทำร้ายประเทศไทย ลดทอนความน่าเชื่อถือ อยากให้รัฐบาลตรวจสอบแหล่งที่มาให้กระจ่างชัดว่า ผู้ที่ไม่ต้องการให้เกิดความสงบเป็นคนส่วนน้อยที่อาจจะเตรียมการทำวิธีการ ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก่อความวุ่นวายหรือก่อการจลาจล ซึ่งประชาชนไม่สนับสนุนความรุนแรง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา โดยอาจจะมีผู้ก่อการบางส่วนกระทำการบางอย่างเหมือนที่เคยเผา สน.นางเลิ้ง ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

 น.พ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ประเด็นที่ 2. การปล่อยข่าวลือผ่านสื่อต่างประเทศ โดยระบุว่าจะมีการรัฐประหาร ซึ่งก็เกิดจากเครือข่ายเดียวกัน มีการกล่าวอ้างว่ามีการเตรียมการทำรัฐประหารในประเทศไทย สื่อบางสำนักถึงกับรายงานว่ามีการขนย้ายกำลังทหารออกจาก กรม กอง ออกมาสู่ถนนต่าง ๆ และมีการติดอาวุธ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การปล่อยข่าวดังกล่าวก็เป็นเพียงการหวังปลุกระดมให้ประชาชนปฏิเสธกองทัพ มีการพาดพิงต่อสถาบันองคมนตรีต่อเนื่อง เป็นการกระทำที่กระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ขอสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลในการเร่งทำความเข้าใจ ต่อรัฐบาลต่างประเทศที่ประกาศแจ้งเตือนพลเมืองของแต่ละประเทศไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเพื่อการทำร้ายประเทศไทย จากกลุ่มคนที่ไม่หวังดีและเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขณะนี้

  การที่แนวร่วมฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ได้ออกมาแสดงความตั้งใจในการจัดตั้งกองทัพประชาชน เพื่อที่จะเคลื่อนไหวใต้ดินจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามพฤติกรรมเหล่านี้เป็นหลัก จำเป็นต้องดูพฤติกรรมและความเชื่อมโยงต่อเนื่อง หากจะมีการดำเนินการก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการเตรียมการประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าจะเผชิญกับ 4 สถานการณ์ก่อนและหลัง การตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท คือ 1. ใช้ยุทธศาสตร์ป่าล้างเมือง โดยการเดินทางจากชนบทด้วยยานพาหนะเข้ากรุงเทพมหานคร มีการกดดันปิดเส้นทางสัญจร ซึ่งมีเตรียมการป้องกันการปิดทางสัญจร หากมีการเดินทางมาชุมนุมเพื่อปิดสี่แยกสำคัญ

  2.แนวทางการยั่วยุ่งเพื่อให้เกิดปะทะกัน รัฐบาลก็ได้วางแนวาทางที่จะไม่ติดอาวุธ แต่จะใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เป็นสากล และจะไม่มีความรุนแรงจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว โดยรัฐบาลจะไม่โต้ตอบการใช้กำลัง ซึ่งนายกฯได้ยืนยันว่าจะไม่เกิดความรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาล

 3. อาจจะมีการเผชิญหน้ากันด้วยสร้างมวลชนที่รวมตัวกัน เพื่อป้องกันชุมชนของตัวเอง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อไม่ให้มีการชุมนในเพื่อต้านการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะจะเป็นประเด็นให้ผู้เคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปะทะกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

 4. แนวการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตั้งด่านตรวจจับทั้งในกทม.และปริมณฑลตามสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันจุดที่เป็นจุดเสี่ยง ซึ่งพรรคได้ประเมินว่า อาจจะมีการสร้างความวุ่นวายให้ลุกลามบานปลายจนอยู่นอกเหนือความควบคุมของรัฐบาล เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพื่อนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้างว่ากระทำการเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องความยุติธรรม แต่ที่จริงต้องการล้มรัฐบาลเตรียมการเคลื่อนไหวที่จะไม่ยอมรับคำตัดสินวินิจฉัยของศาล กล่าวหาว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปสู่การล้มคดีที่ถูกตัดสินไปแล้ว รวมทั้งคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและคดีที่อยู่ก่อนชั้นศาล

  นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อเพื่อการปลุกระดมผ่านเว็บไซต์และวิทยุชุมชน พาดพิงสถาบันองคมนตรีและพาดพิงสถาบันสูงสุดควบคู่ไป กับการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ สำหรับการกดดันกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ทวิตเตอร์ว่า ระบบยุติธรรมที่มาหลายชั่วคนกำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ก็ต้องกลับไปถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่าที่พูดตรงกับพฤติกรรมที่ได้เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ สถาบันยุติธรรม ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองจนทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤต พ.ต.ท.ทักษิณสามารถแทรกแซงอัยการได้ แต่ไม่สามารถแทรกแซงศาลได้จนเกิดการติดสินบนในคดีที่ดินรัชดาภิเษก จนมีผู้ถูกดำเนินคดี ซึ่งสังคมต้องแยกแยะต่อคำพูดดังกล่าว