
"ผีถึงป่าช้าแล้วต้องเผา"
เห็นอาการของ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย "ดีใจ" จนออกนอกหน้า หลังจาก "สวนดุสิตโพล" เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ประชาชนให้การสนับสนุน "สารวัตรเหลิม" เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
พอจะคาดเดาได้ว่าหมากเกมนี้ "สารวัตรเหลิม" เป็นผู้กำชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังก่อเหตุ "ปะ ฉะ ดะ" ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะคำนำหน้าที่เอ่ยถึง "คุณหญิงหน่อย" สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก็พอจะเดาความรู้สึกที่ "สารวัตรเหลิม" มีต่อ "คุณหญิงหน่อย" ได้เป็นอย่างดี
แต่ถ้าถามว่าระหว่าง "สารวัตรเหลิม" กับ "คุณหญิงหน่อย" ทาง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จะฟังใครมากกว่ากัน
ไม่ต้องสงสัย "คุณหญิงหน่อย" ย่อมได้รับ "เครดิต" สูงกว่า "สารวัตรเหลิม"
นอกจากนี้ยังมีสมาชิกบางคนถึงกับเอ่ยว่า "ไม่มีเฉลิมพรรคเพื่อไทยก็อยู่ได้ ทุกวันนี้เฉลิมพึ่งพรรคมากกว่าพรรคพึ่งเฉลิม"
คำตอบคือ ใช่ ถ้าการเมืองปกติ แต่ขณะนี้สถานการณ์การเมืองใน "พรรคเพื่อไทย" ถือว่า "ไม่ปกติ"
เปรียบเหมือนเตรียมทำสงครามต้องการ "ขุนศึก"!
หากมองดูสมาชิกใน "พรรคเพื่อไทย" ขณะนี้ใครพอที่จะมีฝีมือพอ "สูสี" ที่จะสู้รบกับ "พรรคประชาธิปัตย์"
ดังนั้นการที่ "สารวัตรเหลิม" ประกาศจะไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหาก "พรรค" สนับสนุน "คนนอก" เป็น "นายกรัฐมนตรี"
นั่นแสดงว่า "สารวัตรเหลิม" มั่นใจว่าถ้านำสมาชิกในพรรคที่เป็น ส.ส.มาโหวตให้สมาชิกเลือก โดยที่ "ทักษิณ" และ "น้องสาว" ห้ามแทรกแซงตนเองจะได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา "ทักษิณ" ไม่ไว้ใจให้ "คนอื่น" ทำงานใหญ่แทน
จึงไม่แปลกจะเห็นว่าคนที่ "ทักษิณ" เลือกให้ทำงานใหญ่มักเป็นคน "ในครอบครัว" หรือคนที่ "สั่งได้"
ดังนั้นกรณีของ "สารวัตรเหลิม" สาเหตุที่ "ทักษิณ" ไม่เลือกหรือเสนอชื่อตั้งแต่แรกทั้งที่มี "ผลงาน" จากการเป็น "หัวหอก" ในการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสานย่อมแสดงว่าไม่มั่นใจในตัวของ "สารวัตรเหลิม"
แต่สาเหตุที่ "พรรคเพื่อไทย" ยังไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็น "นายกรัฐมนตรี" แนบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะ "ทักษิณ" ยังไม่ได้ตัดสินเนื่องจากช่วงนี้ทุ่มเทสรรพกำลังและสติปัญญาไปที่ "คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน" ซึ่งจะมีการตัดสินในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้
จะเห็นว่าแม้กระทั่งข่าวการตอบโต้กันระหว่าง "เจ๊หน่อย" กับ "สารวัตรเหลิม" ทาง "ทักษิณ" ก็ยังไม่ได้เอ่ยถึง เพราะรู้ดีว่าหากเอ่ยเข้าข้างใดข้างหนึ่งก็จะทำให้อีกฝ่ายเกิดอาการน้อยใจ ย่อมเกิดผลเสียมากกว่า
ดังนั้นเมื่อผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ออกมาสนับสนุน "สารวัตรเหลิม" เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องถือว่าขณะนี้ "สารวัตรเหลิม" เป็นต่อ
"อยากให้พรรคชัดเจนว่าจะใช้ใครให้เขาไปรบ ต้องพกปืน ให้รำต้องสวมชฎา หากยังไม่มีความชัดเจนผมก็จะยังไม่เข้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลเรื่องการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย อย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ข้อมูลที่เตรียมมาอภิปรายบางเรื่อง เช่นชุมชนพอเพียง ตัดจากหนังสือพิมพ์มาทั้งนั้นอภิปรายนายก อบต.ยังไม่ได้เลย ไม่ต้องหวังว่าการอภิปรายจะทำให้พรรคร่วมเปลี่ยนขั้ว เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว" คำกล่าวของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่เรียกร้องให้พรรคมีความขัดเจนเรื่องตัวนายกฯ
ตัวเลือกสมาชิกคนอื่นในพรรคในยามศึกแทบมองไม่เห็นหากนำชื่อแต่ละคนมาเทียบฟอร์มกับ "สารวัตรเหลิม"
ดังนั้นสัปดาห์นี้ในที่ประชุมพรรคคงไม่มีใครเห็นหน้า "สารวัตรเหลิม" ตราบใดที่ "ทักษิณ" ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องตัวบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็น "นายกรัฐมนตรี" แนบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
และอาจรวมไปถึงการขอมีส่วนร่วมในการทำงานภาค กทม. เพราะครั้งหนึ่ง "สารวัตรเหลิม" เคยเสนอต่อที่ประชุมพรรคให้แบ่งการทำงานภาค กทม.ออกเป็น 3 โซน คือ กทม.เหนือ กทม.ใต้ และฝั่งธนบุรี โดยประธานทั้งสามโซนต้องขึ้นตรงกับพรรค ไม่มีกลุ่ม
คาดว่าหลังจากเสร็จสิ้นการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน "ทักษิณ" คงต้องกลับมาให้ความสำคัญกับพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะ "ญัตติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล"
เชื่อว่าหลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว "ทักษิณ" คงต้องตัดสินใจเลือก เพราะหลังการพิจารณาคดียึดทรัพย์แล้วคงพอคาดเดาเกมในสภาได้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
หากดูข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วคิดว่าการเมืองจะเกิดการ "พลิกขั้ว" ก็น่าลุ้นว่าจะควรเลือก "นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมอภิปราย" แบบไหน แต่ถ้าดูแล้วรัฐบาลยังเกาะกันแน่นต่อให้ข้อมูลแน่นอย่างไรก็คงยากจะ "โค่นรัฐบาล"
แต่อย่างน้อยเวลานี้ก็มีใครบางคนแอบคิดอยู่ลึกๆ ว่าตัวเลือกของ "ทักษิณ" แคบลงทุกทีเปรียบเหมือน "ผีถึงป่าช้าแล้วต้องเผา"!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



