
ชาวนาโคราชอ่วมแล้งหนักขาดน้ำทำนาวอนรัฐช่วย
ภัยแล้งกระหน่ำโคราช เกษตรกรเดือดร้อนหนัก หลังปลูกข้าวนาปรังแล้วไม่มีน้ำใช้ ต้นข้าวตายยืนต้น วอนรัฐบาลปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว พออยู่รอดรอฝนแรกของปี หน้าแล้งปราจีนบุรีภาวะน้ำเค็มหนุนสูง เตรียมทำฝนหลวงสุราษฎร์ธานี คาดพื้นที่ภัยแล้งคลุม838หมู่บ้าน
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า สถานการณ์ความแล้งในจังหวัดนครราชสีมาเริ่มที่จะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่บ้านพลกรังหมู่ที่ 2 และบ้านสะแกกรังหมู่ที่ 4 ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเขตชลประทานก็ตาม แต่ข้าวนาปรังที่ชาวนาในพื้นที่ปลูกไว้กว่า 200 ไร่กำลังยืนต้นแห้งตายเสียหายแล้วกว่าครึ่ง ขณะที่ชาวนาส่วนหนึ่งที่มีผืนนาอยู่ติดคลองละลม ซึ่งเป็นลำน้ำธรรมชาติสายหลักของ ต.พลกรัง ต่างพากันสูบน้ำเข้าที่นา เพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าว จนทำให้ลำคลองเริ่มแห้งขอดเนื่องจากอ่างเก็บน้ำละตะคองซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนไม่สามารถระบายน้ำออกมาให้เกษตรกรได้ใช้ทำการเกษตรแล้วเนื่องจากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองเหลือไม่ถึงครึ่งอ่าง ล่าสุดระดับน้ำเหลือเพียง145.340 ล้าน ลบ.ม. จากความจุกักเก็บทั้งหมด 314.49 ล้าน ลบ.ม หรือประมาณ 44.75 % ซึ่งเพียงพอแค่ใช้ในการอุปโภค-บริโภค ผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น
นายนี สอนอินทร์ อายุ 77 ปี ชาวนาบ้านพลกรัง หมู่ที่ 2 ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองตัดสินใจปลูกข้าวนาปรังหลังสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมาจำนวน 3 ไร่ โดยได้กู้เงินนอกระบบจากคนในหมู่บ้านมาลงทุนจำนวน 15,000 บาท เนื่องจากเห็นว่าราคาข้าวค่อนข้างดีและคาดว่าน่าจะได้กำไร ประกอบกับทุกๆในช่วงนี้จะมีฝนตกลงมาเป็นระยะๆ และตนเองก็สามารถทำนาปรังและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกปี แต่มาปีนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่หวังเนื่องจากตั้งแต่หว่านข้าวมาจนถึงวันนี้ยังไม่มีฝนตกลงมาสักครั้งเดียวจนทำให้ผืนนาเริ่มแตกระแหง ความชื้นในนาหมดไปและต้นข้าวที่กำลังงอกไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง ถึงแม้จะพยายามสูบน้ำจากลำน้ำธรรมชาติและคลองชลประทานแต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากที่นาของตนเองอยู่ปลายน้ำ
ขณะที่เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่อยู่เหนือที่นาของตนเองก็ประสบกับปัญหาเดียวกันและต้องแย่งกันสูบน้ำเข้าที่นาของตนเองจนทำให้น้ำในคลองชลประทานแห้งขอดจนไม่เหลือให้ตนเองสูบน้ำเข้าที่นา จนส่งผลให้ข้าวที่ปลูกไว้ต้องแห้งตายไปแล้วกว่าครึ่ง เช่นเดียวกันกับเพื่อเกษตรกรในหมู่บ้านเดียวกันอีกนับ 10 ราย ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ไม่ต่างจากตัวเอง เนื่องจากไม่มีน้ำเหลือพอหล่อเลี้ยงต้นข้าว ทั้งนี้คาดว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปโดยไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ตนเองและเพื่อนชาวนาบ้านพลกรังที่ปลูกข้าวไว้กว่า 200 ไร่ก็คงจำใจยอมขาดทุนปล่อยให้ต้นข้าวแห้งตายทั้งหมด เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ขณะที่นางสมบูรณ์ ครับกลาง อายุ 62 ปี ชาวนาบ้านสะแกกรัง หมู่ที่ 4 ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองพร้อมกับบรรดาญาติพี่น้อง ได้ตัดสินใจกู้เงินจาก ธกส.และเจ้าหนี้นอกระบบเป็นวงเงินรวมกว่าแสนบาทมาลงทุนปลูกข้าวนาปรังกว่า 80 ไร่ เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าข้าวราคาดีและที่นาของตนเองก็อยู่ติดกับลำน้ำละลมใหม่ ซึ่งถือเป็นสายน้ำหลักของ ต.พลกรัง แม้จะมีการประกาศเตือนจากทางหน่วยงานราชการว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งจะรุนแรงกว่าทุกๆปี และปริมาณน้ำจะไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าวนาปรังก็ตาม แต่พวกเราก็คิดว่าหากฝนไม่ตกลงมาก็ยังมีน้ำในลำน้ำละลมที่พอจะสามารถสูบขึ้นมาใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าวให้อยู่รอดได้ แต่มาวันนี้สถานการณ์ความแห้งแล้งมาเร็วและรุนแรงกว่าที่คิด ฝนก็ไม่ตกถึงแม้ว่าตนเองจะพยายามสูบน้ำจากลำน้ำละลมมาใส่ที่นาของตนเองเพื่อเลี้ยงต้นข้าวแต่มองดูแล้วหากยังไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ก็คงจะไม่สามารถยื้อเวลาสูบน้ำเลี้ยงต้นข้าวไม่ให้ตายได้อีกต่อไป เนื่องจากระดับน้ำในลำน้ำละลมใหม่ลดลงอย่างรวดเร็วจนแห้งขอด คาดว่าจะสามารถสูบน้ำเข้าที่นาได้อีก 2 วันก็จะหมดและไม่สามารถสูบน้ำได้อีก
"หากสถานการณ์ยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปก็คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกคงจำใจต้องปล่อยทิ้งและรอเริ่มใหม่ในฤดูกาลปลูกข้าวนาปีอีกครั้ง ส่วนหนี้สินที่ยืมมาก็คงต้องหารายได้จากทางอื่นมาเพื่อขอผ่อนผันขัดดอกจากเจ้าหนี้ไปก่อน ทั้งนี้ถึงแม้จะเข้าใจว่าสถานการณ์น้ำจะขาดแคลนอยู่แต่ก็อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจ่ายน้ำช่วยระบายน้ำออกมาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนบ้างจนกว่าจะมีฝนตกลงมาในพื้นที่เพื่อพอให้มีน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังเจริญเติบโตให้อยู่รอดสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี" นางสมบูรณ์ฯ กล่าว
ทางด้านนายสวัสดิ์ บึงไกร เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกร ปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่เขตชลประทานและนอกเขตชลประทานรวม 180,000 ไร่ ซึ่งหลายพื้นที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้ระดมส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจความเสียหายแล้ว คาดว่าประมาณกลางเดือนมีนาคม 2553 หากฝนยังคงทิ้งช่วงอยู่เช่นนี้ ข้าวนาปรังของจังหวัดนครราชสีมา ก็จะได้รับความเสียหายพอสมควร โดยเฉพาะนาปรังที่อยู่นอกเขตชลประทาน และขณะนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ก็ได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างเร่งด่วนแล้ว
หน้าแล้งปราจีนบุรีภาวะน้ำเค็มหนุนสูง
นางสุรีย์ นาโสม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เกษตร จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงผลกระทบในช่วงหน้าแล้งสำหรับเกษตรกร จ.ปราจีนบุรี ว่า ช่วงหน้าแล้ง จ.ปราจีนบุรี จะมีปัญหากระทบเกษตรกรคือภาวะน้ำเค็มหนุนแม่น้ำปราจีนบุรี ที่ผลกระทบคือเกษตรกรจะไม่สามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ และยังมีรายงานว่า ภาวะน้ำเค็มหนุนแม่น้ำปราจีนบุรีขณะนี้ ผ่านขึ้นมาจากเหนือเขื่อนทดน้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ถึงโครงการส่วนพระองค์บางแตน ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี แล้ว ด้านเขตพื้นที่ตัว อ.เมืองปราจีนบุรียังไม่มีปัญหา”
“ที่ผ่านมาปัญหานาปรัง ในช่วงหน้าแล้งที่มีการสูบน้ำทำนาปรังในปริมาณสูง ที่ จ.ปราจีนบุรีปีนี้ ยังไม่พบปัญหาเนื่องจากปีนี้ไม่มีน้ำท่วม เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว และได้รณรงค์ไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ในภาวะน้ำเค็มหนุนดังกล่าวเพราะจะเร่งทำให้น้ำหนุนสูงเร้วยิ่งขึ้น”
“ในส่วนเกษตร จ.ปราจีนบุรี ได้มีการเตือนภัยแก่ประชาชน ว่าน้ำเค็มถึงไหน เตือนภัยให้เกษตรกรได้ทราบ ผ่านการประชุมให้เกษตรกรรับรู้ พร้อมทั้งก่อนหน้าเกษตรกรมีความเข้าใจในภาวะน้ำเค็มหนุน มีการสูบน้ำกักเก็บไว้ก่อนหน้านี้อาทิชาวสวนผลไม้ต่าง ๆ แต่คาดอาจมีปัญหาช่วงเดือน มี.ค. 53 นี้” นางสุรีย์ กล่าวในที่สุด
เตรียมทำฝนหลวงสุราษฎร์ธานี คาดพื้นที่ภัยแล้งคลุม838หมู่บ้าน
นายยงยุทธ คมขำ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ถึงการเตรียมการรับภาวะภัยแล้งว่า แผนงานในเรื่องน้ำขณะนี้ชลประทานจังหวัด ได้ดูและตรวจวัดระดับน้ำในฝาย ในเขื่อนและในแม่น้ำลำคลองต่างๆวัดระดับน้ำทุกวัน และมีรายงานแจ้งว่าขณะนี้ระดับน้ำในแหล่งน้ำต่างๆลดลงแต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤติและมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้เพื่อสูบน้ำแจกจ่ายไปยังพื้นที่ต่างๆที่ขาดน้ำช่วยเหลือเกษตรกร
ขณะเดียวกันได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร มาตั้งฐานปฏิบัติการ ที่กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี พร้อมทำฝนหลวงทันทีเมื่อพื้นที่ประสบกับภาวะความแห้งแล้งฝนทิ้งช่วง สำหรับ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการรายงานของอำเภอต่างๆ ในปีนี้คาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ทั้ง 19 อำเภอ 124 ตำบล 838 หมู่บ้าน



