ข่าว

แนะเอสเอ็มอีภาคเหนือเร่งเจาะตลาดจีน-พม่า

แนะเอสเอ็มอีภาคเหนือเร่งเจาะตลาดจีน-พม่า

21 ก.พ. 2553

สภาอุตสาหกรรมมั่นใจปีนี้โอกาสทองเอสเอ็มอี เชียงใหม่-ภาคเหนือ หลังข้อตกลงอาฟตามีผลบังคับใช้ ระบุตลาดจีน-พม่ามีช่องทางเพิ่มมูลค่าการค้าได้ แนะภาคบริการ-ท่องเที่ยวเร่งปรับตัวรับการแข่งขัน พบส่วนใหญ่ยังมีปัญหาแหล่งเงินทุน

 นายวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ใน จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือสำหรับปี 2553 นี้ พบว่ามีลู่ทางและโอกาสทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น หลังข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา แต่เอสเอ็มอีคงต้องปรับตัวหากยังย่ำอยู่กับที่อาจถูกแย่งตลาดไปได้ โดยเฉพาะจีน พม่า ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะจีนและพม่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ สามารถขยายฐานและเพิ่มมูลค่าการค้าได้ ทั้งภาคเกษตร อาหารแปรรูป อุตสาหกรรม ส่วนเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบและต้องเร่งปรับตัวคือ ภาคบริการ-การท่องเที่ยว หัตถกรรม ฯลฯ

 ทั้งนี้มองว่าสถานการณ์ของเอสเอ็มอีในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ปีที่ผ่านมาทั้งยอดขาย รายได้ในประเทศและยอดการส่งออกที่ติดลบ แต่ปีนี้ตัวเลขน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก จากโอกาสทางการตลาดและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่เข้มข้นมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีปัจจัยลบในส่วนของสถานการณ์ทางการเมืองที่กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นปีนี้สภาอุตฯ มีแผนงานและมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีใน จ.เชียงใหม่และภาคเหนือ ทั้งการจัดกิจกรรมด้านการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย และช่วยเหลือด้านอื่นๆ

 นายพิชิตชัย คำโพธิ์ นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลการวิจัยเรื่อง "ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีแบงก์ สาขาขอนแก่น" โดยได้ร่วมกับ รศ.อนงค์นุช เทียนทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ เพื่อศึกษาถึงปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอี พบว่าปัญหาและอุปสรรคในการขอสินเชื่อในด้านธนาคารมีการกำหนดเงื่อนไขยุ่งยาก ต้องการหลักทรัพย์ค้ำประกัน และใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อนาน ส่วนในด้านผู้ประกอบการ พบว่าขาดหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน หรือวงเงินอนุมัติไม่ได้ตามต้องการ ในด้านรัฐบาล พบว่ารัฐบาลมีแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนน้อย