ข่าว

 ต้องขึ้นบัญชีดำนักกวนเมืองและพรรคป่วนเมือง!

ต้องขึ้นบัญชีดำนักกวนเมืองและพรรคป่วนเมือง!

21 ก.พ. 2553

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้แล้วนะครับ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำพิพากษาคดี ว่าจะยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงเกิดการขับเคี่ยวระหว่างกลุ่มคนที่ให้การสนับสุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้รัฐบาลต้องพยายามควบคุมสถานการณ์ของบ้านเมืองไม่ให้บานปลายออกไป

 แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์ดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความปริวิตกแก่บรรดานักธุรกิจและนักลงทุนที่เกรงกันว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เหตุการณ์รุนแรงอาจเป็นสาเหตุทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นที่สถานการณ์ภายในของเขาสงบกว่าของเราก็เป็นได้ บ้านเมืองของเราจึงร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มนักธุรกิจนักลงทุนเองก็มองเหตุการณ์ทางการเมืองเหมือนปลงได้ ดังที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รายวัน จัดสัมมนาโต๊ะกลมแล้วเชิญนักธุรกิจระดับหัวกะทิมาถกแถลงในหัวข้อ “เศรษฐกิจดี การเมืองแย่ ธุรกิจปรับตัวอย่างไร” รายละเอียดและผู้ร่วมสัมมนามีอย่างไร สื่อในเครือเนชั่นและสื่ออื่นๆ คงรายงานให้ผู้อ่านทราบแล้ว

 แต่ผมติดใจคำพูดของ คุณดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจมาอย่างยาวนานครับ คุณดุสิตพูดเหมือนกับหมดความอดทนต่อนักการเมืองเต็มทีแล้วว่า "นักธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งและมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ มาตลอด ไม่เช่นนั้นคงอยู่รอดมาไม่ได้ ต่างจากนักการเมืองที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อประโยชน์ของประเทศ และนักการเมืองจะรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่ทำอยู่ ได้สร้างความขัดแย้งและบั่นทอนประเทศ เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและคิดแต่เอาชนะกันได้สร้างปัญหาต่อประเทศมาก” ผมทำข่าวมากว่า 30 ปี เพิ่งได้ยินนักธุรกิจระดับหัวแถวกล้าถอดใจพูดถึงนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมาก็คราวนี้ล่ะครับ

 นี่ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนจริงๆ ผมเชื่อว่าคงไม่มีนักธุรกิจคนไหนกล้าพูดหรอกนะครับ นักธุรกิจก็เหมือนประชาชนที่ก่อนเลือกตั้งเหมือนจะเป็นนายของนักการเมือง หลังเลือกตั้งนักการเมืองก็จะกลายเป็นนายของนักธุรกิจและประชาชนโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้งรังแกมีหลายช่องทางครับ เช่น สั่งให้กรมสรรพากรไปตรวจสอบการเสียภาษีต่างๆ ของนักธุรกิจปากกล้าดูสิว่า เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ หรือตรวจดูสิว่าธุรกิจของนักธุรกิจคนนั้นเกี่ยวพันกับใครบ้าง หรือส่งไปขายประเทศไหนบ้าง

 จากนั้นก็กลั่นแกล้งรังแกด้วยกระบวนการของระบบราชการ คือ แทนที่จะปล่อยให้ธุรกิจนั้นดำเนินไปตามขั้นตอนต่างๆ ก็แกล้งดึงเรื่องในแต่ละช่วง แต่ละช่วงเอาไว้ เช่น เป็นธุรกิจส่งออกทางเรือ ก็เล่นงานตั้งแต่สั่งเปิดตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทนั้น หรือตรวจสอบสินค้าที่จะนำส่งว่ายื่นเสียภาษาตามพิกัดศุลกากรถูกต้องหรือไม่ หรือแกล้งทำเอกสารทางราชการสำคัญๆ หายไปบ้าง ฯลฯ คือทำให้บริษัทนั้นไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าตามกำหนดว่างั้นเถอะ

 การออกมาชักธงรบกับนักการเมืองของคุณดุสิตในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งครับ แต่การตำหนิหรือประณามนักการเมืองด้วยปากนั้น คงไม่ระคายผิวหนังพวกนี้หรอกครับ ทุกวันนี้สื่อมวลชนก็ก่นด่ากันปากเปียกปากแฉะ นักการเมืองก็หารู้สึกรู้สาไม่…

 หากจะสั่งสอนพวกนี้ คุณดุสิตควรจะกระซิบบรรดาสมาชิกของหอการค้าไทย ให้จดชื่อนักกวนเมืองและพรรคป่วนเมือง ที่สร้างปัญหาให้ประเทศชาติเอาไว้ เลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หากพวกนี้ “แบมือ-ถือกะลา” มาขอเงินสนับสนุนก็อย่าให้ หรือถ้าจะให้ ก็ควรจะใช้วิธีทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินเอาไว้ หากต่อไปนักการเมืองพรรคไหนบริหารประเทศห่วยแตก ก็เรียกเงินจากพวกนี้คืน แต่วิธีนี้ก็ไม่ต่างไปจากการเอากระพรวนไปผูกคอแมวนั่นแหละ

 คำถามก็คือ จะมีนักธุรกิจสักกี่คนที่กล้าหาญชาญชัยทำอย่างนั้นบ้าง... ลองไปหารือกันดูนะครับ

ภาณุมาศ ทักษณา