ข่าว

ส.ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าอีสานเผยยอดพุ่ง30%

ส.ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าอีสานเผยยอดพุ่ง30%

21 ก.พ. 2553

นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสาน เผยธุรกิจขนส่งกำลังไปได้สวยดีขึ้นจากปีที่แล้ว 30 %และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นไปอีก แต่ยังห่วงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะฉุดรั้ง วอนทุกฝ่ายยุติศึกเห็นแก่ประเทศเป็นหลัก ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์เร่งปล่อยสินเชื่อให้นักธ

นายขวัญชัย ติยะวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้ถือว่าอยู่ขั้นที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก มีอัตราการฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 30 %  หากเทียบกับช่วงปลายปี 2552  เนื่องจากเริ่มที่จะมีสินค้าพืชผลทางการเกษตรออกมาสู่ท้องตลาด ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่ดีขึ้น ทำให้ในขณะนี้บรรดาผู้ประกอบการขนส่งมีงานขนส่งที่ค่อนข้างหนาแน่น ปัจจุบันจึงมีผู้ประกอบการหลายรายที่เคยยกเลิกกิจการไปในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำหันกลับมาฟื้นฟูธุรกิจขึ้นใหม่บ้างแล้ว ซึ่งคิดว่าหากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของไทยยังมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นอย่างในปัจจุบันธุรกิจการขนส่งสินค้าจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางสมาคมฯก็ยังคงมีความเป็นห่วงในเรื่องของต้นทุนค่าขนส่งโดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 

 ดังนั้นจึงอยากที่จะให้ทางภารรัฐฯช่วยตรึงราคาเชื้อเพลิงไม่ให้สูงขึ้นในช่วงนี้อีกสักระยะ เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังเดินหน้าไปได้ดีและทางผู้ประกอบการกำลังปรับตัวรับสภาพได้  โดยราคาของน้ำมันดีเซลควรจะอยู่ที่ราคาลิตรละไม่เกิน 30 บาท ส่วนก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวีควรจะอยู่ที่ 8.50 บาท ต่อกิโลกรัม  โดยเฉพาะในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีนั้นไม่ควรที่จะมีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้เนื่องจากก๊าซ เอ็นจีวีจะผูกติดกับราคาน้ำมัน ซึ่งหากราคาขยับขึ้นผู้ประกอบการก็จะหันไปใช้น้ำมันแทน  นอกจากนี้อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังส่อเค้าที่จะรุนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยทรุดตัวลงอีกครั้งซึ่งผู้ประกอบการขนส่งฯเองก็จะต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน  จึงอยากวอนให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งเพื่อที่สถานการณ์ของประเทศจะได้กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง 

 นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า  สำหรับแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจของไทยหลังจากนี้ ส่วนตัวมองว่าน่าจะไปในทิศทางที่เป็นบวกหรือดีขึ้นอย่างแน่นอน  สังเกตได้จากอัตราการลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจขนส่งที่เริ่มกลับมาลงทุนซื้อรถเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  แต่ทั้งนี้ทุกอย่างก็ยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศเป็นหลักโดยเฉพาะในเรื่องปัญหาทางการเมือง ซึ่งตนเองมองว่าหากสถานการณ์ยังอยู่ในระดับปัจจุบันและยังไม่เกิดความรุนแรงทุกอย่างก็จะยังคงสามารถเดินหน้าไปได้ แต่หากสถานการณ์กลับรุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกอย่างก็อาจจะเป็นไปในทิศทางที่สวนทางกัน นายขวัญชัยฯ กล่าว

 ขณะที่นายโสฬส  สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่าเอสเอ็มอีแบงก์เล็งเห็นความสำคัญสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ภายในประเทศ โดยได้ความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์  ที่จะมาแก้ไขปัญหาเนื่องจากช่วงประมาณ 1 – 2 ปีที่ผ่านมา วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลให้ธุรกิจในต่างประเทศประสบปัญหาทางการเงินจึงทำให้มีการสั่งจำนวนผลิตลดน้อยลง และได้กระทบกับผู้ประกอบการโลจิสติกส์เพราะโลจิสติกส์เป็นหัวใจสำคัญในการขนส่ง ตั้งแต่สินค้าสำเร็จรูปต้องบรรทุกส่งไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่มีความเกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และต้องจ้างแรงงานมีจำนวนหลาย ล้านราย 

 ดังนั้นเอสเอ็มอีแบงก์จึงร่วมกับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทั้ง 12 สมาคม เพื่อช่วยผู้ประกอบการโลจิสติกส์ผ่านผ้นวิกฤตเศรษฐกิจให้ได้ จึงได้มีการจัดโครงการสินเชื่อโลจิสติกส์ไทย ปี 2553 ขึ้นมา ด้วยการจัดเงินทุนสินเชื่อช่วยเหลือภาคการขนส่งโดยคิดอัตราดอกเบี้ย ที่ 4 เปอร์เซ็นต์  วงเงินที่ตั้งไว้ในเบื้องต้นคือ 3 พันล้านบาท โดยนักธุรกิจโลจิสติกส์แต่ละรายสมารถกู้เงินทุนได้ตั้งแต่ 5 หมื่นบาท ถึง 5 ล้านบาท ต่อรายมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี เพื่อที่ต้องการให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม

 "หลักค้ำประกันทางเอสเอ็มอีแบงก์ได้กำหนดแค่เพียงบุคคลค้ำประกันที่เชื่อถือได้เท่านั้น สำหรับธุรกิจที่สามารถกู้เงินทุนกับเอสเอ็มอี ต้องเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งโลจิสติกส์หรือการขนส่งสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวซึ่งดอกเบี้ยร้อยละ 4 ใน 2 ปีแรกถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำ และตั้งแต่ปีที่ 3 ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 7 ต่อปี  ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารจะต้องได้รับหนังสือรับรองจาก 12 สมาคมขนส่งที่เป็นสมาชิกหรือเกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากที่ธนาคารได้รับหนังสือรับรองจากสมาคมต่างๆแล้วธนาคารจะเริ่มกระบวนการพิจารณาสินเชื่ออย่างเร่งด่วนต่อไป"นายโสฬสฯ กล่าว