
ธุรกิจชะลอลุ้นตัดสินยึดทรัพย์"หุ้น-ท่องเที่ยว" เตือนรับความรุนแรงไม่ไหว
อุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงแบบสุดขีดในสัปดาห์นี้ จากคำตัดสินชี้ชะตาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 กำลังเป็นที่จับตามองของทุกภาคส่วน โ
คาดหุ้นซึมรอคำตัดสิน
ตลาดหุ้นไทยนับเป็นจุดที่อ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ได้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนอย่างไรบ้าง นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ให้ความเห็นว่า นักลงทุนรับรู้กับประเด็นนี้มานานแล้ว ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงปรับตัวลงไม่รุนแรงนัก หากไม่เกิดความวุ่นวายจนบานปลายเป็นความรุนแรงก็คงไม่กระทบกับตลาดหุ้นมากนัก ซึ่งเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีมาตรการป้องกันไว้พร้อมอยู่แล้ว
"ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ หากเกิดขึ้นก็คงกระทบตลาดหุ้นแน่ แต่ถ้าเป็นแค่การชุมนุม ตลาดมีความเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว อย่างที่ชุมนุมหน้าแบงก์กรุงเทพสำนักงานใหญ่ ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการซื้อขายมากนัก"
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็ให้ความสำคัญต่อปัจจัยการเมืองเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว ตามมาด้วยการแก้ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ดังนั้นในสัปดาห์นี้นักลงทุนจะติดตามคำตัดสินของศาลฎีกาก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ชะลอตัวลงไปได้บ้าง หากมูลค่าการซื้อขายต่ำกว่าระดับ 1.3 หมื่นล้านต่อวัน ก็ถือว่าเป็นภาวะชะลอตัว ส่วนดัชนีหุ้นไทยหากอยู่ในกรอบ 685-700 จุด ยังถือว่าเป็นระดับปกติ แต่หากต่ำกว่า 680 จุด ถือว่าเป็นจุดอันตรายที่อาจจะมีแรงเทขายออกมามาก
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแล้ว 5% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจตลาดโลก สอดคล้องกับทิศทางทั่วโลก ส่วนปัญหาการเมืองในไทยถือว่ายังไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่หากสถานการณ์ยังสงบและเป็นเช่นนี้ต่อไปก็เชื่อว่าจะไม่มีผลอะไร ยกเว้นว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนองเลือด โดยการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอยู่ในกรอบแคบๆ มาพอสมควรแล้ว
"ปัจจัยลบทางการเมืองถูกรับรู้ไปพอสมควร จึงไม่น่ามีอะไรหากไม่ถึงขั้นรุนแรง ซึ่งในความรู้สึกของนักลงทุนไทยเองน่าจะไม่วิตกอะไรมากนัก แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้พอสมควร โดยปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในปีนี้มองว่าเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก" นายไพบูลย์ กล่าว
ทัวร์ไม่ยกเลิก-เกาะติดข้อมูล
ในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยวนั้น นายสุรพล ศรีตระกูล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา) กล่าวว่า สัปดาห์นี้กลุ่มสมาชิกแอตตาจะติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพื่อที่จะได้แจ้งข่าวสารให้ลูกค้าและเอเย่นต์ทัวร์เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งยังมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังเป็นไปตามปกติ ยังมีนักท่องเที่ยวแบบเหมาลำเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยต่อเนื่อง และยังไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินในขณะนี้
"มองว่าการตัดสินคดีในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวบุคคลมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้านเมือง ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีความรุนแรงใดๆ" นายสุรพล กล่าวและว่า หากสถานการณ์พลิกผันกลายเป็นเรื่องความรุนแรง ก็จะไม่เป็นผลดี และจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแน่นอน โดยมองว่าหากเป็นแบบคลุมเครือต่อไป มีการชุมนุมเป็นบางพื้นที่ แต่สถานการณ์ไม่ได้คลี่คลายก็อาจจะมีผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลื่อนการเดินทางเข้ามาในไทยบ้าง แต่หากเหตุการณ์รุนแรงก็ไม่เป็นผลดีจนถึงขั้นยกเลิกการเข้ามาเที่ยวในประเทศแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีลูกค้าสอบถามถึงสถานการณ์ในไทยเข้ามาพอสมควร ซึ่งได้รายงานเป็นระยะๆ อยู่แล้ว รวมทั้งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่นๆ ของประเทศไทยที่น่าท่องเที่ยวก็ยังมีอีกมาก และจากการติดตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเอง ก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะวิตกกังวลกับการชุมนุมในไทยมากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิกเฉยต่อสถานการณ์เหมือนกัน
ส่วนกรณีจะประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินนั้น มองว่าหากประกาศออกมาแล้วประชาชนปลอดภัยและนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ลงได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีและภาคธุรกิจสามารถยอมอดทนได้หากเกิดเหตุการณ์ที่มีความวุ่นวายมากจริงๆ
เตือนท่องเเที่ยวไม่รับความรุนแรง
ด้านนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากการเมืองมีความวุ่นวายถึงขั้นรุนแรงเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา 2 ครั้งก่อน ภาคเอกชนคงไม่สามารถยอมรับกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ซึ่งจากการหารือกับสมาชิกในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว สภาอุตฯ และหอการค้าไทยเองก็มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน ที่ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก โดยส่งสัญญาณนี้ออกไปแล้วว่าภาคธุรกิจคงไม่สามารถรับได้อีกต่อไป และคงจะต้องมีมาตรการตอบโต้ออกมาบ้าง
“อุตฯ ท่องเที่ยวเพิ่งจะฟื้นตัวขึ้นมาได้เพียง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี่เอง และหากมาเจอข่าวลบจากการเมืองอีกครั้งเราคงทนไม่ไหวอีกแล้ว จะให้ไปนั่งแข่งขันในด้านราคากันอีกคงทำไม่ได้” นายกงกฤช กล่าวและว่า ส่วนในสัปดาห์นี้คงจะติดตามกันอย่างใกล้ชิด และอยากจะขอร้องให้ทุกคนเห็นแก่บ้านเมืองกันได้แล้ว
ส่วนที่นักท่องเที่ยวเริ่มสอบถามเข้ามาหรือมีรัฐบาลบางประเทศให้คำแนะนำต่อประชาชนของเขา ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเราเองก็ต้องแจ้งข้อมูลให้แก่นักท่องเที่ยว และยังเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรง และจะมีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
ขณะที่ภาคธุรกิจกลุ่มอื่นๆ ก็จับตาดูความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มสมาชิกสมาคมจะติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายจริงถึงขั้นที่เห็นว่าเป็นความเสี่ยงสูงต่อการเปิดร้านค้าทองคำ ก็อาจจะต้องปิดร้าน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าร้านค้าทองคำโดยเฉพาะในย่านเยาวราช จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบกับเรื่องชุมนุมทางการเมืองนัก



