
ห่วยแต่แพงแถมแจงไม่ชัด
การแถลงข่าวยืนยันถึงประสิทธิภาพของเครื่อง "จีที 200" ของกองทัพบก นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมเหล่า 5 เสือ ทบ. และทหารระดับปฏิบัติงานผู้ฝากชีวิตไว้กับจีที 200 ในทุกกองทัพภาคทำให้เกิดคำถามว่า จุดประสงค์คืออะไร
ใช่เป็นสัญญาณ "งัดข้อ" กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่สั่งให้ระงับการจัดซื้อ และให้เลิกใช้จีที 200 หรือไม่
ทว่า จากการสืบสาวลึกลงไปพบว่า การแถลงข่าวครั้งนี้มีการหารือระหว่างบุคคลระดับสูงของทั้งฝ่ายรัฐบาล และกองทัพ มาก่อนแล้ว
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการหารือลับกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ชนิดบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ มีเวลาซักซ้อมเตรียมตัวล่วงหน้าเพียง 2 วัน โดยได้เรียก พล.ท.เอกชัย วัชรประทีป เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก พล.ต.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เจ้ากรมยุทธการทหารบก และ พล.ต.ศุภกร สงวนชาติศรไกร เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก มาติวเข้ม
จากนั้นจึงได้ข้อสรุปว่าจะให้ทหารชั้นผู้น้อยที่ใช้จีที 200 ในการคุ้มครองชีวิตตัวเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งภารกิจหายาเสพติดในกองทัพภาคที่ 1-4 กว่า 30 คน มาบรรยายถึงผลสำเร็จในการใช้จีที 200 ซึ่งมุ่งหักล้างกับผลทดลองของเนคเทคโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของพล.อ.อนุพงษ์ ยังพยายามชี้แจงกระบวนการจัดซื้อที่โปร่งใส ทั้งยังผ่านการทดสอบการใช้งานมาเป็นปี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ระดับล่างจะชงเรื่องขอซื้อขึ้นมา
ไม่ใช่ว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์คิดเอง เออเอง หรือมีนายหน้าเร่เข้ามาเสนอ "หัวคิว" ให้ !!
เป็นความพยายามที่จะเคลียร์ข้อกังขาเรื่องค่าหัวคิวหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอนุมานจากราคาต่อเครื่องที่สูงถึง 9 แสน-1.2 ล้านบาท ทั้งที่บางหน่วยซื้อได้ในราคา 4-5 แสนเท่านั้น
กองทัพให้ข้อมูลว่า การจัดซื้อจีทีลอตแรกจำนวน 2 เครื่อง เกิดขึ้นในสมัยที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2550 โดยจัดซื้อจากบริษัท เอวีเอ แซทคอม จำกัด ซึ่งตั้งราคาเครื่องละ 1.25 ล้านบาท (เครื่อง+การ์ด 10 ใบ)
แต่กองทัพพยายาม "ต่อรองราคา" จนได้ส่วนลด 3 แสนบาท เหลือ 9.5 แสนบาท ก่อนจะจัดซื้อตามขั้นตอนระเบียบพัสดุสำนักนายกรัฐมนตรี
ต่อมาจัดซื้อเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง เพื่อไปประจำการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1-4 จนมีจำนวนทั้งสิ้น 757 เครื่อง
จีที 200 ถูกกระจายไปใช้ในพื้นที่ภาคใต้ 524 เครื่อง กองกำลังตามแนวชายแดน 180 เครื่อง และตามหน่วยต่างๆ อีก 20 เครื่อง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี มีใช้ประมาณ 23 เครื่อง และเก็บไว้ที่คลังสรรพาวุธอีก 10 เครื่อง เพื่อเป็นอะไหล่
ด้วยความเป็นลูกค้ารายใหญ่ บริษัทจึงใจดีลดให้อีก "5 หมื่นบาท" เหลือ 9 แสนบาทถ้วน โดยให้กรมสรรพาวุธเป็นผู้จัดซื้อ
ส่วนขั้นตอนการตรวจรับมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ 1.คณะกรรมการจัดซื้อ 2.คณะกรรมการตรวจรับสินค้า โดยบริษัทรับประกันว่าเครื่องมีอายุการใช้งาน 12 ปี
โดยผ่านการจัดซื้อต่อเนื่องถึง 4 รัฐบาล 1.รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จำนวน 59 เครื่อง 2.รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จำนวน 107 เครื่อง 3.รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จำนวน 44 เครื่อง และ 4.รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำนวน 547 เครื่อง
ที่มาของงบประมาณมี 3 ส่วน คือ 1.เงินบริจาค 2.เงินสนับสนุนจาก กอ.รมน. และ 3.งบประมาณปีของ ทบ.
กระนั้น รายละเอียดการจัดซื้อ สาธารณชนคงรับทราบหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบว่า เหตุใดนายทหารทั้งกองทัพถึงไม่เฉลียวใจว่า ทำไมเครื่องที่มีแต่พลาสติกกลวงๆ ถึงมีราคาเป็นล้านบาท
เทียบให้เห็นภาพ คือ ราคาพอๆ กับรถกระบะถึง 2 คัน !!
น่าตั้งคำถามว่า ก่อนหน้านี้ได้สอบราคาก่อนหรือไม่ เพราะเครื่องที่มีหน้าตาคล้ายๆ กันหลายรุ่นมีราคาแค่แสนต้นๆ แต่ทำไมจีที 200 จึงมีราคาเป็นล้าน ซึ่งก่อนซื้อไม่ได้เทียบราคากับเจ้าอื่นเพื่อให้ได้ราคาถูกกว่านี้หรือ
ที่น่าสนใจอีกก็คือ เหตุใดจึงทดสอบเฉพาะการใช้งานจริงในสนามฝึก หรือในพื้นที่จริงที่เต็มไปด้วยสารปนเปื้อน แต่กลับไม่มีการทดสอบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งคงไม่ต้องมาถูกตั้งคำถามอย่างทุกวันนี้
ปมเหล่านี้ เชื่อว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ และ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ปกติชอบตั้งคำถาม และหาข้อมูลเก่งอยู่แล้วก็รู้อยู่แก่ใจ
ขึ้นอยู่กับว่ากล้าจะตั้งคำถาม หรือกล้าสาวไส้กองทัพในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้หรือไม่ !?
ทีมข่าวความมั่นคง



