ข่าว

เสริมพลังชาวบ้าน

เสริมพลังชาวบ้าน

22 ก.พ. 2553

มนุษย์กับคุณค่าของความเป็นธรรมเป็นของคู่กันจึงได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจนและเป็นการรับรองความเป็นมนุษย์ที่เป็นสากลอีกด้วย แต่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม มนุษย์ที่อยู่ในระดับฐานราก

 วิถียุติธรรมกับวิถีชีวิตชาวบ้านจะแยกกันไม่ได้อย่างเด็ดขาดหมายความว่าแม้ชาวบ้านจะยากจนข้นแค้นแค่ไหนอย่างไร เขาเหล่านั้นจะต้องมีศักยภาพในการเข้าถึงหรือได้รับบริการจากรัฐอย่างเสมอภาค แต่ในเมื่อความเป็นจริงในสังคมไม่เป็นเช่นนั้น การคิดค้นระบบ วิธีการหรือการบริหารจัดการเพื่อให้เขาเข้าถึงความเป็นธรรมในสังคมจะต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

 ปัญหาจึงมีตั้งแต่ว่าชาวบ้านพร้อมหรือไม่ที่จะพึ่งพาตนเองและตามมาด้วยคำถามต่อไปว่ารัฐรู้หรือไม่ว่าชาวบ้านต้องการอะไรและถ้ารู้รัฐมีวิธีการอย่างไรในการเสริมพลังให้กับชาวบ้าน ปัญหาและคำถามเหล่านี้วนเวียนไปมาหลายปีดีดัก แต่หาคำตอบไม่ได้อย่างจริงจังเสียที การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่เรามักจะเรียกกันว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงไม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการทำงานซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องลงเอยด้วยเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น

 การเสริมพลังความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านจึงมักจะสวนทางกับการบริหารจัดการด้านงบประมาณและเฉียดฉิวกับการเบียดบังเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโดยหลักการแล้วการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสวัสดิการสังคมต้องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่ต้องตกม้าตายด้วยวิธีการบริหารจัดการโครงการเสียเป็นส่วนใหญ่

 หลายครั้งที่โครงการเสริมพลังชาวบ้านที่ดีต้องขาดความต่อเนื่องเพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายที่มักจะต้องถือกันว่ารัฐบาลแต่ละชุดจะต้องมีโครงการเป็นของตัวเองเพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองทั้งๆ ที่ความจริงแล้วทิศทางไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่เมื่อต้องเปลี่ยนเพื่อให้ดูว่ามีความเฉพาะตามแบบฉบับของตัวเอง ผลก็คือผู้ปฏิบัติตามนโยบายต้องหยุดชะงักและชาวบ้านต้องเสียประโยชน์เพราะต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ งบประมาณแผ่นดินที่เสมือนได้เคยลงทุนลงแรงไว้แล้วบางส่วนกลับกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

 ผมมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกเสียจากชาวบ้านเองที่ต้องลุกขึ้นมาส่งเสียงความต้องการที่แท้จริงออกมาให้คนที่จะมาบริหารประเทศได้รับรู้ถึงความต้องการที่แท้จริง บทบาทของผู้นำชุมชนจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องนี้ ซึ่งมองเห็นว่าเวทีประชาคม หรือกระบวนการรับฟังความคิดเห็น น่าจะเป็นฟังไม่เข้าใจ หรือที่แย่กว่านั้นคือจงใจไม่รับฟังเสียงชาวบ้าน และยึดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่

 อุปสรรคขัดขวางวิถียุติธรรมของชาวบ้านที่ยิ่งใหญ่คือการเข้าไม่ถึงกลไกภาครัฐเพราะความไม่รู้และความยากจนต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลามาแสดงความคิดเห็นหรือความต้องการของตนเอง รวมทั้งความเหลื่อมล้ำในสังคมทุกด้านทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและชนบทแถมด้วยความไม่เสมอภาคทางโอกาสในชีวิต

 ลดความขัดแย้งผลประโยชน์ทางการเมืองลงเสียบ้างและเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับชาวบ้านมากกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนที่บ้านเมืองจะถอยหลังเข้าคลองไปมากกว่านี้