ข่าว

บทความพิเศษ - พิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว

บทความพิเศษ - พิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว

21 ก.พ. 2553

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แรงานต่างด้าว เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันภาคการผลิตของประเทศ และความต้องการแรงงานต่างด้าวก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย เพื่อทดแทนแรงงานไทย และการขยายตัวของอุตสาหกรรม แต่นั่นก็นำมาซึ่งปัญหาในด้านต่างๆ ทั้งความมั่นคง และการมาร่วมใช้ทรัพยากรของคนไทย

 นี่คือเหตุผลและความจำเป็นที่ กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งรัดให้แรงงานต่างด้าว 3 ชาติ คือ พม่า ลาว กัมพูชา มาขึ้นทะเบียนเพื่อผ่อนผันให้ทำงานในประเทศไทย

 ทว่าเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงงานต่างด้าวได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐขยายวันลงทะเบียนออกไปอีก จากเดิมกำหนดเส้นตายไว้วันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ 

 นายอดิศร เกิดมงคล นักวิจัยเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ เปิดเผยถึงผลสำรวจ “การพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า” ว่า แรงงานข้ามชาติพม่า ใน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ ตาก ระนอง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จำนวน 273 คน พบว่า มีแรงงานต่างด้าวร้อยละ 20 ที่ไม่เคยรับรู้เรื่องการพิสูจน์สัญชาติมาก่อน จึงไม่มีความเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติด้วย

 อดิศร บอกว่า นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพิสูจน์สัญชาติครั้งนี้ไม่ได้ผล แล้วยังสะท้อนไปถึงปัญหาการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐที่ยังไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

 "ภาครัฐควรจะขยายระยะเวลาการยื่นแบบพิสูจน์สัญชาติออกไปอีก เพราะขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวอีกกว่า 1 ล้านคน ที่ยังไม่ได้ไปยื่นแบบ" อดิศร เสนอแนะ

 นี่คือปัญหาที่อดิศรพบ แต่สำหรับพื้นที่ จ.เชียงใหม่นั้น แรงงานต่างด้าวกลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายละ 4,500-7,000 บาท

 นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ที่ผ่านมามีการผ่อนผัน และแจ้งให้สถานประกอบการ นายจ้าง และแรงงานต่างด้าว ไปขึ้นทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับพบว่า มีแรงงานต่างด้าวมายื่นแบบในการพิสูจน์สัญชาติน้อยมาก

 ล่าสุด มีตัวเลขของแรงงานต่างด้าวที่มายื่นแบบการพิสูจน์สัญชาติ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม-17 กุมภาพันธ์ 2553 มีจำนวน 46,256 คน แบ่งเป็นสัญชาติพม่า 36,794 คน ลาว 4,824 คน และกัมพูชา 4,638 คน

 นอกจากนี้ ยังมีแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ และได้หนังสือเดินทางแล้วอีก จำนวน 30,473 คน

 ดังนั้น จึงประมาณการได้ว่า มีแรงงานต่างด้าว 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่ยื่นแบบการพิสูจน์สัญชาติก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ 2.กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติจนได้รับหนังสือเดินทางแล้ว รวมกันกว่า 7.6 หมื่นคน จากแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่กว่า 1.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.8 เท่านั้น

 “เราก็ได้แต่หวังว่า กว่าจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งแม้ว่าจะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็ตาม จะมีนายจ้างพาแรงงานต่างด้าวมายื่นแบบพิสูจน์สัญชาติเพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นผลประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าวที่จะได้รับสิทธิในการทำงานในประเทศไทยครั้งละ 2 ปี รวมเป็น 4 ปี”

 นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าว จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่นเดียวกับแรงงานไทย อีกทั้งยังได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย

 “ไม่มีเหตุผลที่แรงงานต่างด้าวจะไม่มายื่นแบบตามขั้นตอนให้เรียบร้อยภายในสิ้นเดือนนี้ เพราะเป็นผลประโยชน์ต่อตัวแรงงานต่างด้าวเอง”

 ก่อนหน้านี้มติ ครม.กำหนดให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียน และต้องพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 แต่กรมการจัดหางานได้ทำเรื่องขอขยายระยะเวลาในการพิสูจน์สัญชาติออกไปอีก 2 ปีข้างหน้า คือจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

 ดังนั้น หน้าที่ของนายจ้างและแรงงานต่างด้าว สัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่จะต้องทำในตอนนี้คือ เพียงแค่พาแรงงานต่างด้าวมากรอกแบบพิสูจน์สัญชาติ และขอใบอนุญาตทำงาน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

 ส่วนขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ ยังมีระยะเวลาให้อีกถึง 2 ปี คือจนกว่าจะครบกำหนดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

 “แรงงานต่างด้าวที่ไม่เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และจะต้องถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป ส่วนนายจ้างก็จะมีความผิดตามกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ด้วย” นายจีรศักดิ์กล่าว

 “ในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น เข้าใจว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็อยากให้เข้าใจทางราชการด้วยว่า จะต้องมีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ”

 เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น ก็จะครบกำหนดที่ให้แรงงานต่างด้าวมายื่นแบบพิสูจน์สัญชาติ จึงเป็นที่น่าจับตามองกันต่อไปว่า กรมการจัดหางานจะได้ตัวเลขแรงงานต่างด้าว ที่ยังเหลืออีกกว่า 1 ล้านคน ให้มายื่นแบบพิสูจน์สัญชาติได้หรือไม่

 หากตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้า ภาครัฐจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะในความเป็นจริง แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นก็ยังมีตัวตน ทำงานอยู่ทั่วพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาทั้งความมั่นคง และสังคม ก็ยังอยู่ด้วยเช่นกัน