
มาร์คมั่นใจผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปได้
"นายกฯวอนปชช.อย่าป่วน มั่นใจก้าวผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปได้ หัวเราะโหร คมช.ชี้ นายกฯคนต่อไปชื่อย่อ ป. ยันไม่มีเหตุปฏิวัติแน่นอน แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุ สถานการณ์ก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์ ยังปกติดี เอแบคโพลล์เผยปชช.ร้อยละ85.3ไม่รู้สึกกังวลกับคดียึดทรัพย์
(21ก.พ.) เมื่อเวลา 10.45 น. ที่หน้าบ้านพัก ซอยสวัสดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการขู่วางระเบิดกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เท่าที่ได้รับรายงานจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เป็นการแจ้งเข้ามาในศูนย์ และเป็นลักษณะของการก่อกวน แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว และนายชินวรณ์ก็เป็นกรรมการในคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ทั้งนี้ตนอยากขอความร่วมมือจากประชาชนว่าสถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลพยายามดูแลเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และเป็นประโยชน์กับทุกคน โดยได้มีกลไกต่างๆในการทำงาน จึงขอร้องว่าอย่าเห็นเป็นเรื่องสนุก เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักเพื่อประโยชน์ของประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดกว้างในการรับข้อมูลต่างๆและมีการเปิดหลายช่องทาง เมื่อถามว่าจะมีวิธีการดำเนินการกับคนที่นึกสนุกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าสามารถจับกุมได้ก็ต้องมีการดำเนินการ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อถามว่าขณะนี้มีข่าวว่ามีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น แต่คงเป็นเรื่องที่ประชาชนวิตกกังวล และคาดเดาว่าจะมีการชุมนุมในบางพื้นที่ ทำให้ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าไม่สะดวกทั้งในเรื่องการจราจร หรือเกรงว่าจะมีการกระทบกระทั่งกัน เหมือนกับกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมที่ ถ.สีลม เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
“โดยทั่วไปแล้วยังไม่มีอะไรที่ต้องตื่นตระหนก รัฐบาลบริหารสถานการณ์บนพื้นฐานของกฎหมาย และทางผู้ชุมนุมก็ยืนยันว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ หากใครมีความคิดที่จะใช้ความรุนแรง เราก็จะจัดการอย่างเด็ดขาด” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีต่างประเทศกว่า 20 ประเทศออกหนังสือเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันเป็นการคาดการณ์ที่สืบเนื่องมาจากการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดหมายมาตั้งแต่ต้นว่าจะเกิดความรู้สึกตึงเครียด ตนถึงได้ย้ำว่าถ้าสังคมเราเคารพ ฟังและยอมรับสิ่งที่ศาลจะดำเนินการ ทุกอย่างก็จะเดินต่อไปได้ ดังนั้นช่วงนี้จึงมีความกังวลเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก หากสังคมเดินผ่านจุดนี้ไปได้ ก็จะเป็นการพิสูจน์คงวามเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทุกคน
เมื่อถามว่า คิดว่าวันนี้รัฐบาลจะก้าวข้ามปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หรือไม่ นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า สังคมต้องก้าวให้พ้นปัญหาได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีปัญหาวังวนอยู่อย่างนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเชิญชวนประชาชนจากต่างจังหวัดให้เดินทางเข้ามาชุมนุมใน กทม.นั้น การเชิญชวนให้มาชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องถามว่าเพื่ออะไร หากเป็นปัญหาเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีหลายช่องทางที่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะไปเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ส่วนบุคคล มันไม่เกิดประโยชน์อะไร และช่วยอะไรไม่ได้ ซึ่งเจ้าตัวคงต้องดิ้นรนเป็นปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการปล่อยข่าวด้วยว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยได้ และได้รับคืนทรัพย์สินคืนทั้งหมดประชาชนจะได้รับเงินคนละ 1 แสนบาท นายอภิสิทธิ์ หัวเราะและกล่าวว่า ในความเป็นจริงก็คงจะรู้กันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่ากรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เดินทางไปประเทศดูไบเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา จะมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในขณะนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าตัวก็ชัดเจนว่าเขาทำงานให้ใคร ดังนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยงานจะต้องตรวจสอบว่ามีการกระทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวได้มีการรายงานมาปละปลาย ซึ่งได้มีการตรวจสอบและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามว่านายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ ออกมาระบุว่าจะมีการนำรถของสถาบันราชภัฏขนคนจากต่างจังหวัดเข้ามาชุมนุมในกทม. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้ รมว.ศึกษาธิการถึงได้อยู่ในคณะกรรมการคตม. เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาได้ และไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายครูทั้งหมดจะเป็นเครือข่ายที่มีปัญหา เราอย่าไประบุว่าเป็นเครือข่ายนั้นเครือข่ายนี้ แต่ต้องยอมรับว่าในทุกวงการจะมีบุคคลที่ฝักใฝ่การเมือง ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ไม่ควรเอาเรื่องของเครือข่ายหรือราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่านักธุรกิจลงขันตั้งรางวัลนำจับมือวางระเบิดแสดงว่าไม่เชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงเป็นความปรารถนาดี เพราะทุกคนอยากให้มีการดำเนินการได้ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในส่วนของรัฐบาลกำลังดำเนินการติดตามเรื่องนี้อยู่ และตนได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ต้องดำเนินการให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับความเชื่อมั่น และจะถูกนำไปขยายผล ส่วนความเชื่อมั่นโดยรวมทางเศรษฐกิจนั้น หากรัฐบาลสามารถบริการสถานการณ์ตรงนี้ได้ ทุกอย่างกำลังไปในทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากตัวเลขต่างๆ และในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ทางสภาพัฒน์ฯ ก็จะมีการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดว่าจะเป็นตังเลขที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก ยังมีการพูดถึงเรื่องการปฏิวัติอยู่ นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่ามันไม่มีเหตุผลอะไร และมองไม่เห็นว่าการปฏิวัติรัฐประหารจะไปแก้ไขปัญหาให้ใครได้ มีแต่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน และรัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติ แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ไม่หวังดีต่อสถาบัน จะคิดทำอะไรต้องคิดให้ครบถ้วนทุกด้าน
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่โหร คมช.ออกมาระบุว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมีชื่ออักษรย่อ “ป.” นายกรัฐมนตรี หัวเราะและกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่กลัวคนจะไปเปลี่ยนชื่อเป็น ป.กันหมด
แม่ทัพภาคที่1ระบุสถานการณ์ก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์ยังปกติดี
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า สัปดาห์นี้ซึ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 26 ก.พ. นี้ ล่าสุด ยังไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด หลังสนธิกำลัง ทั้งทหาร ตำรวจ และเทศกิจ ตั้งจุดตรวจ 200 ด่าน ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ด้านพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า สัปดาห์สุดท้าย ก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์นั้น ตำรวจไม่ได้เพิ่มกำลัง จากที่เคยวางแผนเอาไว้แต่อย่างใด เนื่องจาก แผนที่กำหนดไว้เพียงพอแล้ว ส่วนในการฝึกซ้อมควบคุมฝูงชน เมื่อวานนี้ ถือเป็นการซ้อมใหญ่ และจะไม่มีการซ้อมแบบนี้อีกแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไป หน่วยรับผิดชอบแต่ละหน่วย จะปฏิบัติ
ตามภารกิจที่ได้รับหมอบหมาย
เอแบคโพลล์เผยปชช.ร้อยละ85.3ไม่รู้สึกกังวลกับคดียึดทรัพย์
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความทรงจำของคนกรุงเทพมหานคร ต่อสถานการณ์การเมืองในปีที่แล้ว กับความคิดเห็นต่อ ผลที่จะตามมาหลังคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เป็นการสำรวจด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ในระดับครัวเรือนตามหลักสถิติ โดยครั้งนี้มีตัวอย่างในการสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 1,515 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19 - 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญที่ค้นพบคือ
คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.2 ยังคงติดตามข่าวการพิจารณาคดียึดทรัพย์ โดยมีประชาชนเกินกว่าร้อยละ 10 คือร้อยละ 11.7 กังวลมากจนถึงขั้นจะกักตุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ และร้อยละ 3.0 กังวลจนถึงขั้นจะกักตุนอาหารและจะชักชวนคนอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.3 ไม่รู้สึกกังวลและจะใช้ชีวิตไปตามปกติ
ที่น่าเป็นห่วงคือ ความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังการพิพากษาคดียึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พบว่า ร้อยละ 49.2 คิดว่าจะวุ่นวายเหมือนเดิม และร้อยละ 44.2 จะวุ่นวายมากขึ้น มีเพียงร้อยละ 6.6 ที่คิดว่าจะลดความวุ่นวายลง
คนกรุงเทพฯและปริมณฑลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.4 ยังคงจำได้ว่าในปีที่ผ่านมา มีการชุมนุมประท้วงก่อความวุ่นวายของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ที่ใช้ความรุนแรง โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.4 ระบุว่าถ้าเกิดสถานการณ์การเมืองวุ่นวายรุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมาอีกตนเองจะเดือดร้อนมากกว่า แต่มีอยู่เพียงร้อยละ 4.6 เท่านั้นที่คิดว่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 คิดว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองบางกลุ่ม ในขณะที่เพียงร้อยละ 9.6 คิดว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และร้อยละ 29.0 ไม่มีความเห็น
สำหรับ 5 อันดับแรก ที่คนกรุงเทพฯและปริมณฑลมีข้อเสนอแนะต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ทุกกลุ่มขณะนี้ อันดับแรกหรือร้อยละ 89.6 ระบุขอความสงบในการเคลื่อนไหวไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน อันดับสองหรือร้อยละ 86.5 ระบุให้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ และอันดับสาม หรือร้อยละ 83.1 ระบุให้เร่งช่วยกันแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน ส่วนอันดับสี่และห้าคือ ให้อภัยต่อกัน และทำงานการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ไม่มุ่งแต่ทำลายกัน ตามลำดับ
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่างพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 52.9 ระบุเป็นหญิง ในขณะที่ร้อยละ 47.1 ระบุ เป็นชาย ตัวอย่าง ร้อยละ 5.6 ระบุอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 18.2 ระบุอายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 24.6 ระบุอายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.9 ระบุอายุระหว่าง 40-49 ปี และร้อยละ 29.7 ระบุอายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 44.5 สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า ร้อยละ 27.0 สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 10.1 สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ 16.8 สำเร็จการระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.9 ระบุธุรกิจส่วนตัว/อาชีพค้าขาย ร้อยละ 29.1 ระบุรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป ร้อยละ 14.5 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.0 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.4 ระบุเป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.3 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 2.8 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ
“นพดล”โต้“ปธ.เตรียมทหารรุ่น1"ดิสเครดิตทักษิณ
ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.30 น. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวตอบโต้ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง การกล่าวดังกล่าวเป็นการดิสเครดิต ให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างอื่นในทางที่เสียหาย



