
อเล็กซานเดอร์ เฮกอดีตรมต.ต่างประเทศมะกันสิ้นใจ
พลเอกอเล็กซานเดอร์ เฮก อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐสมัยอดีตประธานาธิบดีโรแนลเรแกน ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาระดับสูงในอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ 3 คน คือ เรแกน ริชาร์ดนิกสัน และเจอรัล ฟอร์ด กับเคยลงสมัครเป็นผู้แทนรีพับลิกันไปชิงประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปี 2531
แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ ในวัย 85 ปีจากอาการซับซ้อนของการติดเชื้อ อเล็กซานเดอร์กับบาร์บาร่า บุตรชายและบุตรสาวของพลเอกเฮกเปิดเผยว่า บิดาเสียชีวิตท่ามกลางครอบครัวที่โรงพยาบาลจอห์นส์ ฮอปกิ้นส์ ในเมืองบัลติมอร์
พลเอกเฮกเป็นที่รู้จักกันดีหลังเกิดเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกนเมื่อปี 2524 โดยหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ซึ่งประธานาธิบดีเรแกนบาดเจ็บสาหัส เฮกผู้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ออกโทรทัศน์ประกาศว่าเขาควบคุมทำเนียบขาวอยู่ (I am in control here.) ระหว่างรอการกลับมาของรองประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้กำลังเดินทางจากรัฐเท็กซัส กลับกรุงวอชิงตัน ดีซี
บางคนมองว่าเป็นการยึดอำนาจไว้ในมืออย่างไม่เหมาะสม แต่พลเอกเฮกให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า มีเจตนาเพียงยืนยันกับชาวอเมริกันว่าทำเนียบขาวยังทำงานได้อยู่ เพราะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯกลัวว่าเป็นแผนลอบสังหารโดยอดีตสหภาพโซเวียต และโซเวียตอาจฉวยโอกาสนั้นบุกยุโรป หลายปีต่อมา คือในปี 2531 เขาพ่ายให้บุชในความพยายามชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
เฮกก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในสมัยของประธานาธิบดีนิกสัน ผู้เลื่อนขั้นเขาจากพลตรีข้ามขั้นเป็นพลเอกเมื่อปี 2515 ข้ามหน้านายทหารผู้อาวุโสกว่าเขามากกว่า 240 นาย ในปีต่อมาซึ่งคดีอื้อฉาววอเตอร์เก็ตกำลังรุนแรง นิกสันก็แต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาทำเนียบขาว คอยช่วยเขาจัดเตรียมต่อสู้กับกระบวนการอิมพีชเมนต์ และในที่สุดเฮกก็เป็นตัวตั้งตัวตี เกลี้ยกล่อมให้นิกสันชิงลาออกก่อนจะถูกอิมพีช
หลังนิกสันลาออก พลเอกเฮกทำงานกับรัฐบาลใหม่ 6 สัปดาห์ และเป็นผู้แนะนำประธานาธิบดีคนใหม่คือ เจอรัล ฟอร์ด ออกคำสั่งอภัยโทษให้การกระทำผิดอาญาใดๆสมัยนิกสันอยู่อำนาจ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟอร์ด เสียเก้าอี้ให้กับจิมมี่ คาเตอร์ ในการชิงประธานาธิบดีปี 2519
หลังออกจากรัฐบาลฟอร์ด เขากลับกองทัพไปเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังสหรัฐฯในยุโรป และกองกำลังนาโต้ (สนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ) และครองตำแหน่งอยู่นานกว่า 4 ปี แต่ลาออกสมัยประธานาธิบดีคาเตอร์ จากความขัดแย้งเรื่องการรับมือกับวิกฤตอิหร่านจับตัวประกันในสถานฑูตสหรัฐฯที่กรุงเตหะราน



