
อภิสิทธิ์เร่งปฏิรูปการศึกษารอบ2เน้นกิจกรรม
ยันต้องปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ปรับหลักสูตรร้อยละ 30 เรียนรู้ผ่านกิจกรรม แจง ก.เกษตรฯเร่งดำเนินการตัดวงจรปัญหาเพลี้ยในข้าว ขอให้เกษตรกรช่วยกันสอดส่องการจัดทำทะเบียนและทำประชาคมในการประกันรายได้เกษตรกรรอบ 2
วันนี้ (21 ก.พ.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 58 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
ช่วงที่ 1
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” กลับมาพบกับพี่น้องอีกครั้งนะครับ วันนี้มาที่กรมประชาสัมพันธ์ เพราะว่าในช่วงที่ 2 ของรายการเป็นการพูดคุยกับพิธีกรรายการโทรทัศน์ แต่ว่าสัปดาห์นี้จะคุยข่าวกับคนคุยข่าวภาควิทยุ คือได้เชิญผู้จัดรายการ พิธีกร ซึ่งจัดรายการอยู่ในวิทยุกระจายเสียงหลายสถานีมาพูดคุยกัน ซึ่งจะมีประเด็นครอบคลุมทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ ซึ่งจะมีรายการในช่วงที่ 2 ให้ได้ชมกันประมาณ 45 นาที แต่ว่ารายการที่พูดคุยกันในความเป็นจริงนั้นคุยกันไปถึง 2 ชั่วโมง และได้มีการถ่ายทอดผ่านวิทยุกระจายเสียงไปแล้วเมื่อวานนี้
ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ปรับหลักสูตรร้อยละ 30 เรียนรู้ผ่านกิจกรรม
สำหรับในวันอาทิตย์นี้มีเรื่องที่อยากจะรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลหลายเรื่อง อยากจะเริ่มต้นที่เรื่องของการศึกษา เพราะว่าเราทำงานในเรื่องการศึกษาในรอบปีแรกนั้น คนให้ความสนใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของโอกาสทางการศึกษา คือนโยบายการเรียนฟรี 15 ปี แต่ว่างานที่มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องที่มีการเรียกร้องจากทุก ๆ ฝ่ายก็คือเรื่องของคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบแนวคิดที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 พูดง่าย ๆ ก็คือว่าการปฏิรูปในรอบแรกซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 นั้นผ่านมาแล้ว 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ ก็มีบางเรื่องซึ่งดำเนินการไปแล้วประสบความสำเร็จ แต่ก็มีอีกหลาย ๆเรื่องซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่
เพราะฉะนั้น เมื่อวันจันทร์ผมได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา เพื่อที่หยิบยกเอาประเด็นและจุดเน้นต่าง ๆ มาซักซ้อมความเข้าใจกัน การปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้สิ่งที่ผมได้พูดชัดเจนคือว่า เราจะต้องมุ่งเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์สุดท้ายก็คือ ที่ตัวนักเรียน ที่ตัวเด็ก ที่จะผ่านระบบการศึกษาออกมาแล้วเป็นคนที่มีคุณภาพ เก่ง ดี มีความสุข ไม่ลืมความเป็นไทย แล้วก็มีความเข้าใจเรื่องราวในระดับสากล ซึ่งการจะทำตรงนี้ได้ก็จะต้องมุ่งเน้นไปเรื่องของการเรียนการสอน เรื่องของบุคลากรทางด้านการศึกษา ก็คือครูบาอาจารย์ และผู้บริหารทางด้านการศึกษา
ทีนี้เรื่องสำคัญ ๆ ที่ผมคิดว่าจะเป็นรูปธรรมและมีการผลักดันอย่างชัดเจนที่จะมีผลในการที่จะปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ก็เริ่มต้นตั้งแต่ในส่วนของบุคลากรทางการศึกษา คือครูเองที่จะต้องมีการเร่งผลักดันในเรื่องของบัญชีเงินเดือน ในเรื่องของกองทุน ในเรื่องของการฝึกอบรมครูที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งโครงการครูพันธุ์ใหม่ซึ่งได้มีการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่จะนำไปสู่การที่เรามีความพร้อมในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน แต่นอกเหนือจากเรื่องของบุคลากรทางการศึกษาแล้ว อย่างน้อย ๆ อีก 2 เรื่องที่เราเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไข ก็คือเรื่องของระบบการบริหารการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในโรงเรียนขนาดเล็ก ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราพบก็คือว่าจากการประเมินคุณภาพการศึกษา
ทุกครั้งที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นว่าคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กจะประสบกับปัญหามากที่สุด เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเป็นหัวใจสำคัญ และยิ่งเราไปค้นพบว่าทรัพยากรกว่าครึ่งหนึ่งในเรื่องของการจัดการศึกษานั้น ต้องไปที่โรงเรียนขนาดเล็ก และก็มีผลสัมฤทธิ์น้อย ความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ก็จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวขณะที่คือกระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการให้มีโรงเรียนที่พี่น้องประชาชนนั้นมีความมั่นใจในระดับของตำบล ในพื้นที่ใกล้เคียง และจะมีการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการที่จะดูแลในเรื่องของการเดินทางของนักเรียนไปยังโรงเรียนซึ่งอาจจะต้องห่างไกลออกไป แต่มีความสะดวกและจะทำให้มีคุณภาพ บริหารการจัดการศึกษาได้ง่าย มีคุณภาพที่ดี เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งประสบกับปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และที่ผ่านมานั้นพบจากการประเมินว่ามีผลสัมฤทธิ์หรือมีคุณภาพค่อนข้างที่จะต่ำ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องมีการ ดำเนินการในเชิงการบริหารจัดการ นอกเหนือจากเรื่องของภาพรวมของการกระจายอำนาจ ที่จะให้สถานศึกษาต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะดูแลแก้ไขปัญหาของตัวเองได้มากขึ้น พร้อม ๆ กับผลักดันให้มีธรรมาภิบาล
อีกส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมได้เคยปรารภมาหลายครั้ง และกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการไปแล้ว คือเริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว ก็คือการปรับหลักสูตร ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญคือว่า ในส่วนของโรงเรียนโดยเฉพาะระดับประถมนั้น มีเนื้อหาซึ่งถือว่าซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น มีการไปสำรวจ มีการไปวิจัย ขณะนี้พบว่า สามารถ ที่จะตัดออกได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งจะได้มีการดำเนินการเพื่อที่จะเปิดพื้นที่ เวลา ประมาณร้อยละ 30 ของนักเรียนสามารถเรียนรู้ในเรื่องของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งกำลังมีการดำเนินการจัดทำเนื้อหาสาระ จะเป็นการเรียนผ่านกิจกรรมในเรื่องของกีฬา ศิลปะ การพบปะกับปราชญ์ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน อย่างนี้เป็นต้น
ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของหลักสูตรและระบบการศึกษาครั้งสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรา ลูกหลานของเรานั้นเติบโตขึ้นมา โดยมีความรู้ในลักษณะที่มีความรอบด้าน เป็นความรู้ที่ใช้ได้จริงมากยิ่งขึ้น และเป็นการเตรียมพื้นฐานที่ดีสำหรับการเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมต่อไปด้วย ยังมีอีกหลายเรื่องครับทางด้านการศึกษาที่จะต้องมีการดำเนินการในการปฏิรูปในรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดทำคุณวุฒิวิชาชีพ และเรื่องของการเสริมเกี่ยวกับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งงานทางด้านนี้จะนำไปสู่การดำเนินการขับเคลื่อน โดยคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง พร้อมๆ กันนั้นจะมีการจัดสมัชชาครั้งใหญ่ในต้นเดือนมีนาคม เพื่อรวบรวมประเด็นและก็มีการผลักดันตามแนวทางที่ได้มีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ในการที่ปฏิรูปรอบนี้อย่างชัดเจน ผมได้เน้นย้ำครับว่าการปฏิรูปรอบนี้ต้องการเห็นผลในลักษณะที่ค่อนข้างจะรวดเร็วเป็นรูปธรรม และผลที่ว่านั้น ก็คือผลที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียนจริง ๆ อันนี้ก็เป็นนโยบายที่อยากจะถือโอกาสเรียนให้ทราบ เพราะว่าไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดคุยทางด้านการศึกษาบ่อยนัก
เชิญชวนเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ (หลอดผอม) เบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน
นโยบายอีกด้านหนึ่งซึ่งมีการดำเนินการในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือผมได้ไปรณรงค์ในเรื่องของการประหยัดพลังงาน เพื่อที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของโลกร้อน เรื่องนี้ก็อยากจะเรียนครับว่า เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดที่เรียกว่า หลอมผอม เดิมเปลี่ยนจากหลอดที่อ้วนหน่อยมาเป็นหลอดผอม แต่ตอนนี้มาเป็นหลอดผอม เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ซึ่งสามารถที่จะลดการใช้ไฟได้ถึงร้อยละ 30 เพราะฉะนั้น จะเริ่มต้นจากส่วนราชการก่อน ครึ่งหนึ่งนั้นทางกระทรวงพลังงานกับการไฟฟ้าฯ จะเข้าไปดำเนินการในการเปลี่ยนให้ และจะมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนหลอดให้กับส่วนราชการที่เหลือ ซึ่งจะเป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านหลอด ซึ่งการเปลี่ยนตรงนี้ อยากจะเรียนว่าการคืนทุนนั้นจะคืนทุนได้ค่อนข้างจะรวดเร็ว
เพราะว่าจากการประหยัดไฟนั้น หลอดอายุการใช้งานประมาณ 4 ปี แต่สามารถที่จะคืนทุนได้จริงๆ ประมาณ 2 ปี เพราะฉะนั้น ก็อยากจะรณรงค์ว่าสำหรับหน่วยงานอื่น ๆ นอกเหนือจากส่วนราชการแล้ว ก็อยากให้เปลี่ยนแปลงมาใช้หลอดไฟที่เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงาน รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ เพราะว่าการประหยัดพลังงานได้ถึงร้อยละ 30 นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ใช้ไฟแล้ว ก็เป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 30 เช่นเดียวกัน จากการที่เราจะต้องผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกันทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของประเทศไทยลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก เราเคยประสบความสำเร็จในการรณรงค์ก่อนหน้านี้มาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในการเปลี่ยนหลอดไฟมาเป็นหลอดผอม แต่ครั้งนี้เราสามารถทำเพิ่มเติมได้อีกร้อยละ 30 ก็อยากจะเชิญชวนทั้งองค์กรและพี่น้องประชาชนให้มาสนับสนุนในเรื่องนี้ เฉพาะในส่วนขององค์กรนั้น ถ้าหากว่ามีค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ก็จะมีแรงจูงใจเป็นพิเศษในการที่จะสามารถที่จะมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติมอีกร้อยละ 25 ในปี 2553 นี้ด้วย อันนี้ก็เป็นงานอีกด้านหนึ่งซึ่งได้มีการผลักดัน และมีการเริ่มต้นการรณรงค์
ก.เกษตรฯเร่งดำเนินการตัดวงจรปัญหาเพลี้ยในข้าว
สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่สำคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร 2 เรื่อง เรื่องแรกคือว่าที่เรามีแผนในเรื่องของการตัดวงจรปัญหาเพลี้ยในข้าว ขณะนี้ก็สามารถที่จะมีการดำเนินการจัดทำโครงการเรียบร้อยแล้ว และงบประมาณก็เตรียมพร้อม เพราะฉะนั้น จากนี้ไปทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะไปทำงานกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ย เพื่อที่จะดำเนินการตัดวงจรตัวนี้ออกไป ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำให้เรามีความมั่นใจในเรื่องของผลผลิตในการปลูกข้าวในรอบต่อ ๆ ไป
ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการประกันรายได้ในรอบแรก ซึ่งยังตกค้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าในช่วงของความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการทำสัญญาและการใช้สิทธิ์ตามสัญญา และต่อมาเมื่อราคาข้าวสูงขึ้นนั้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากเสียโอกาสในการที่จะใช้สิทธิ์ได้รับเงินชดเชย ทั้งๆ ที่ว่าไม่ได้เป็นความผิดของตัวเอง แต่เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันในเรื่องของระยะเวลาของการใช้สิทธิ์ในการประกันรายได้ ตรงนี้ครับก็ได้มีข้อยุติครอบคลุมเกษตรกรน่าจะทุกกลุ่มแล้ว ที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือกรณีของเกษตรกร ซึ่งทำสัญญาในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพฤศจิกายน แต่ปรากฏว่ามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน แต่ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วสามารถที่จะใช้สิทธิ์ได้ทันที ยังมีความเข้าใจว่าต้องไปใช้สิทธิ์ในเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้น เกษตรกรซึ่งมีปัญหาในเรื่องนี้โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียว และข้าวปทุม ซึ่งไม่มีการชดเขยในเดือนธันวาคม ผมก็จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และเชื่อว่าขณะนี้เราสามารถที่จะสะสางแก้ไขปัญหาการดำเนินการการประกันรายได้ของเกษตรกรในรอบแรกเป็นที่เรียบร้อย
ขอให้เกษตรกรช่วยกันสอดส่องการจัดทำทะเบียนและทำประชาคมในการประกันรายได้เกษตรกรรอบ 2
ส่วนในรอบที่ 2 นั้น อยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้มีรายงานเข้ามาว่าการรวบรวมตัวเลขการเพาะปลูกนั้น น่าจะสูงกว่าความเป็นจริง ผมอยากจะเรียนว่าเราต้องช่วยกันสอดส่องดูแลจากกระบวนการของการทำประชาคม ไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้น ซึ่งในรอบนี้นั้น ผมได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว เราจะใช้ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายผ่านดาวเทียมนั้น มาตรวจสอบในเรื่องของพื้นที่จริงที่มีการเพาะปลูกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราค้นพบว่าตัวเลขที่มีการรายงานขึ้นมาในเรื่องของการปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่มีการสุ่มตรวจ และการใช้ภาพถ่ายนั้น เราจะต้องเข้าไปตรวจในประชาคมนั้นทั้งหมด แล้วประชาคมนั้น ๆ ก็จะเสียเวลานะครับ ก็คือระหว่างที่มีการตรวจสอบนั้นจะไม่สามารถดำเนินการในเรื่องของการทำสัญญาและใช้สิทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชน เกษตรกรในประชาคม ที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลว่าการจัดทำทะเบียนและการจัดทำประชาคมในรอบนี้เป็นไปตามความเป็นจริง เพราะว่าขณะนี้ตัวเลขที่เราเข้ามา เราเชื่อว่าน่าจะสูงเกินความเป็นจริงอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการให้โครงการดี ๆ ซึ่งดำเนินการมาแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก จะต้องได้รับผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และมาเป็นปัญหาในภายหลังระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนเอง
งานเหล่านี้ก็เป็นงานสำคัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าสำหรับระยะเวลาที่เหลือของรายการในวันนี้ อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ไปฟังการสนทนาระหว่างผมกับคนคุยข่างในส่วนของคนจัดรายการวิทยุ และผู้ดำเนินรายการตามสถานีวิทยุต่าง ๆ ซึ่งคงจะครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และปัญหาที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนครับ



