
ชาวกรุงไม่หวั่นวันตัดสินคดียึดทรัพย์
ตร.ตั้งรางวัลนำจับ 2 ล้าน ชี้เบาะแสคดียิงเอ็ม 79-วางบึ้มศาล "ดร.สุเมธ" ชี้ 26 ก.พ.แค่วันธรรมดาไม่มีอะไรต้องกลัว ทางออกประเทศอยู่ที่ปลายปากกาสื่อ เปรียบคนทุจริตกลัวถูกประจานเหมือนผีที่กลัวแสงสว่าง "สุเทพ" ขู่ส่งหน่วยติดอาวุธเข้าจัดการทันทีหากม็อบแดงทำร้าย
(21ก.พ.) สํานักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1,500 คน ต่อสถานการณ์หลังศาลพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 85.3 ไม่รู้สึกกังวล และจะใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่ถึงขั้นที่ต้องกังวลว่า จะต้องกักตุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 44.2 คิดว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 49.2 เชื่อว่า สถานการณ์ยังรุนแรงเหมือนเดิม ส่วนข้อเสนอแนะคือ ต้องการให้เคลื่อนไหวเพื่อความสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ตร.ตั้งรางวัลนำจับ2ล้านชี้เบาะแสคดียิงเอ็ม79
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดีคนร้ายยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เข้าไปในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และกรณีที่คนร้ายลอบวางระเบิดซีโฟร์ภายในรั้วศาลฎีกา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวว่า ได้เรียกชุดสืบสวนทุกหน่วยเข้าร่วมประชุม เพื่อเร่งคลี่คลายคดีระเบิดทั้ง 2 จุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งรางวัลนำจับสำหรับประชาชนที่สามารถชี้เบาะแสของคนร้ายได้ จุดละ 1 ล้านบาท รวมสองจุดเป็นเงิน 2 ล้านบาท สำหรับคดีระเบิดที่เกิดขึ้นทั้ง 2 จุด เชื่อว่าต้องมีผู้ที่เห็นเหตุการณ์จนนำไปสู่การจับกุมคนร้าย ขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนของ กก.สส.บก.น.1 และฝ่ายสืบสวนของ สน.นางเลิ้ง รวมทั้งของ สน.ชนะสงคราม นำภาพวงจรปิดในพิกัดที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียงรัศมี 360 องศา มาตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาตัวผู้ต้องสงสัย พร้อมทั้งติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นคนร้าย
พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวอีกว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุเชื่อว่าน่าจะเป็นบุคคลที่มีศักยภาพสูง ไม่ใช่บุคคลธรรมดา หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบที่เกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กสก.พฐก.) ได้ตรวจหาวิถีการยิงของระเบิดเอ็ม 79 พบว่าคนร้ายน่าจะยิงมาจากอัฒจันทร์ ชั้น 5 ภายในสนามม้านางเลิ้ง เนื่องจากระเบิดชนิดเอ็ม 79 จะใช้รัศมีในการยิง 390 เมตร แสดงว่าคนร้ายน่าจะยิงมาจากจุดดังกล่าวจึงมาตกลงที่เกิดเหตุพอดี
"นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานยังเก็บชิ้นส่วนระเบิดเอ็ม 79 อีกจำนวน 19 ชิ้นไปตรวจสอบแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วันก็จะรู้ผลและทราบที่มาของระเบิดอย่างชัดเจน ส่วนกรณีที่คนร้ายลอบวางระเบิดซีโฟร์ภายในรั้วศาลฎีกา ในการประชุมวันนี้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ได้นำแผงวงจรระเบิดซีโฟร์มาสาธิตในที่ประชุมเพื่อหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มคนร้าย ซึ่งมีทั้งนาฬิกาดิจิทัลยี่ห้อควอทซ์ ถ่านไฟฉายและสายไฟ สาเหตุที่ต้องนำแผงวงจรมาสาธิตในครั้งนี้ก็เนื่องจากคนร้ายแต่ละกลุ่มมีความเชี่ยวชาญในการต่อวงจรระเบิดไม่เหมือนกัน การสาธิตนี้อาจจะเป็นแนวทางที่ทำให้รู้ตัวของคนร้ายเร็วขึ้นว่าเป็นใคร" พล.ต.ท.สัณฐานกล่าว
"สุเมธ"ชี้ทางออกอยู่ที่ปลายปากกาสื่อ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีปิดโครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 29 ว่า วิกฤติการเมืองไทยขณะนี้มันเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้ฟังหลายคนบ่นว่าวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้จะมีเหตุการณ์รุนแรง บางคนนั่งเศร้า นั่งบ่น แต่ตนเห็นว่ามันเป็นแค่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ธรรมดา ไม่เห็นจะต้องหวั่นกลัวอะไร ทั้งนี้ถือว่าตนเป็นกลางที่สุด เพราะทุกสีต่างรุมด่าตน ส่วนทางออกของประเทศนั้น มองว่าอยู่ที่ปลายปากกาของสื่อมวลชน เช่น เรื่องทุจริต หากสื่อจับมือรวมกันเป็นหนึ่ง พบหรือทราบใครทุจริต ก็รวมตัวกันกระหน่ำเสนอข่าว รับรองว่าไม่เกิน 3 เดือนเขาก็อยู่ไม่ได้
"เพราะตามหลักผีสางย่อมกลัวแสงสว่าง เหมือนคนที่ทุจริตย่อมกลัวถูกแฉประจานเช่นกัน ต่อให้ใครด่าว่า เขาก็ไม่เกรงกลัวเท่ากับสื่อจับตาและตีแผ่ นักการเมืองทุกคนต่างหวั่นกลัวสื่อมวลชนทั้งสิ้น เพราะกลัวจะถูกตีแผ่" ดร.สุเมธกล่าว
ดร.สุเมธกล่าวอีกว่า สาเหตุที่ปัญหาต่างๆ ในบ้านเมืองเราแก้ไขไม่สำเร็จเพราะมัวแต่ไปแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่เคยมองที่ต้นตอ พยายามเปลี่ยนเกมกติกาต่างๆ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวคนเล่น ตลอดเวลาที่สอนเรื่องการเมืองยังไม่เห็นมีทางว่าจะทำอะไรได้ ทั้งนี้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดจากสื่อที่พยายามเสนอข่าวปลูกฝังค่านิยมผิดๆ ให้แก่สังคม ทั้งในรูปแบบละคร ข่าว เด็กดูทุกวันย่อมซึมซับสิ่งผิดๆ เข้าไป
แนะทุกฝ่ายมีสติรู้อะไรถูกอะไรผิด
ดร.สุเมธยังให้สัมภาษณ์กรณีที่ระบุว่า ไม่วิตกถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ว่า ไม่รู้ ตนอาจจะเป็นชาวพุทธที่คิดว่าอะไรจะเกิดก็เกิด เพียงแต่ว่าเรามีสติ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะเกิดในรูปแบบไหน เราเองในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม เป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศ เราควรทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด คิดว่าถ้าทุกคนคิดอย่างนี้แล้ว ก็คงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าทุกคนรู้อะไรผิด อะไรถูก ใช้เหตุผลสติปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ในที่สุด
"สำคัญอยู่ที่ประเทศชาติ ประชาชนของเราต้องสมานสามัคคี รู้รักสามัคคี ทำให้ชาติอยู่รอด อย่างพระราชกระแสรับสั่งในตอนสุดท้ายที่ว่า ความสุขของข้าพเจ้าคือ ทำอย่างไรให้พวกเรารักษาแผ่นดิน ประโยชน์ ถ้ามีสติรักษาให้ได้ อะไรก็แล้วแต่ชาติต้องมาก่อน ไม่มีสิ่งใดเหนือชาติ อย่าลืมว่าถ้าชาติอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ไม่มีใครสักคนอยู่ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่แรกของพลเมืองคือต้องรักษาชาติ อย่างอื่นก็ค่อยว่ากัน ผมในฐานะที่เคยบวชเคยเรียนก็ยังได้เตือนว่าให้ยึดสติ ถ้าขาดสติเมื่อไหร่ผลเสียหายจะเยอะ" ดร.สุเมธกล่าว
เมื่อถามถึงการชุมนุมว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ดร.สุเมธกล่าวว่า ก็ไม่รู้ ทายกันลำบาก ทุกสิ่งทุกอย่างตนก็เฉยๆ ยังเชื่อว่าสุดท้ายของสุดท้ายเหตุผลจะชนะ ความถูกต้องและธรรมะจะชนะ ตนไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด อะไรที่ควรจะเป็นก็จะปรากฏ เป็นสัจธรรมของโลก
ส่วนจะต้องมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องนี้หรือไม่ ดร.สุเมธกล่าวว่า “ใครล่ะคนกลาง”
นายกฯ ยันคลิปเสียง-เอกสารลับของเก๊
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการจัดรายการวิทยุกับเหล่านักจัดรายการวิทยุแนวคุยข่าวจากหลายสถานี ผ่านการออกอากาศทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 92.25 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวเปิดรายการ ก่อนที่บรรดานักจัดรายการจะผลัดเปลี่ยนกันตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรี
โดยคำถามแรกเป็นการถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการหวยออนไลน์ที่ยังค้างคา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่สนับสนุนเรื่องการพนันแบบนี้มาตั้งแต่แรก ส่วนแนวทางการจัดการนั้น ขณะนี้รอการพิจารณาทางด้านข้อกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการใช้งานเครื่องจำหน่ายสลากนั้นอาจจะติดปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งในเรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และเรื่องอื่นๆ จึงต้องพิจารณาให้ดีก่อน ส่วนการนำเครื่องไปใช้นั้น จะพิจารณาเฉพาะแนวทางที่ไม่มีเรื่องของหวยบนดินเข้ามาเกี่ยว โดยในขณะนี้อาจจะให้ใช้เป็นเครื่องจำหน่ายสลากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งคงต้องปรับในเรื่องของโควตาและการจัดสรรกันใหม่ และยืนยันว่าไม่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมีผลประโยชน์กับเรื่องหวยอย่างแน่นอน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว โดยมีการเปิดเอกสารและกล่าวให้ร้ายรัฐบาล ซึ่งอยากขอให้ประชาชนได้กลั่นกรองข่าวสารที่ได้รับว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดเป็นเรื่องโกหก ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลทำเอกสารสั่งฆ่าคนนั้นก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างกรณีคลิปเสียงของตนที่กลุ่ม นปช. อ้างว่าเป็นคลิปที่มีการสั่งการให้ทำร้ายประชาชนที่ออกมาชุมนุมว่า เรื่องดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดต่อ
นายอภิสิทธิ์ตอบคำถามกรณีที่ต่างประเทศเตือนไม่ให้เข้ามาประเทศไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องเตือน แต่กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องให้ความมั่นใจการชุมนุมภาพรวมส่วนใหญ่โดยสงบ
"ถ้ารัฐบาลปราบเสื้อแดง ก็จะเกิดความรุนแรง ผมบอกว่า ไม่อยู่ในหัว จะปราบการชุมนุมที่สงบ ไม่มีแน่การปฏิวัติรัฐประหาร ท่านประกาศชุมนุมสงบ ปราศจากอาวุธไม่มีใครทำอะไรท่านแน่นอน" นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า ธรรมชาติคนเป็นสื่อจริงๆ ไม่มีใครปลุกระดมให้เกิดรุนแรง แต่การใช้สื่อปลุกระดม วิทยุชุมชนที่พูดกัน แสดงโดยสุจริตใจ ไม่ได้เชิญชวนให้ทำผิดกฎหมาย ต้องดูที่ผู้มีอำนาจอนุญาต ธรรมชาติวิทยุชุมชนตั้งง่ายเครื่องไม่เท่าไหร่ ถูกยึดไปก็ซื้อใหม่ แต่เราติดตามใกล้ชิด ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ
วอนเคารพคำตัดสินศาลคดียึดทรัพย์
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนทุกคนภายใน 6 เดือนนั้น เชื่อว่าไม่ได้พูดความจริง พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า การออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมนั้นสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น การตัดสินคดีทุกคดีนั้นเป็นกระบวนการของศาล ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่เปิดเผยและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ทราบคำตัดสินของศาลล่วงหน้า แต่หวังว่าเมื่อศาลพิพากษาก็อยากให้ทุกคนได้ฟัง เพื่อจะได้ทราบรายละเอียด ลำดับข้อเท็จจริง รวมไปถึงข้อกฎหมายและขอให้ทุกคนเคารพศาล เพราะถ้าไม่เคารพศาลทุกอย่างในบ้านเมืองก็จะไม่มีจุดจบ ต่อไปวันข้างหน้าก็จะไม่มีกฎกติกาในบ้านเมือง
สุเทพสั่งหน่วยติดอาวุธเชือดมือที่สามป่วน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ว่า รัฐบาลเน้นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นสำคัญ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ว่าการที่จะดูแลประชาชนขณะที่มีการชุมนุมกันจำนวนมากนั้นจะต้องมีการฝึกซ้อมประสานงานกันให้ดี เพื่อป้องกันเหตุอันไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่พกพาอาวุธปืน เกรงมีผู้สร้างสถานการณ์ เพื่อกล่าวหาว่าตำรวจทำร้ายประชาชน แต่หากมีการกระทำความผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินทางราชการ ทำร้ายประชาชน หรือเจตนาทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งการปิดถนนตามสี่แยกต่างๆ หรือขัดขวางการจราจร รัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล หากผู้ชุมนุมทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต ก็จะมีหน่วยติดอาวุธเข้าไปดำเนินการทันที
ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่า จะนำรถกระบะ 1 แสนคันเข้ามาร่วมชุมนุมปิดถนนนั้น นายสุเทพกล่าวเสียงแข็งว่า รัฐบาลยอมไม่ได้กับการกระทำที่ไม่ถูกต้องแบบนี้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
เตือนระวังม็อบใช้ผู้หญิงเป็นด่านหน้า
วันเดียวกันนี้ นายสุเทพ พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อุดมเดช สีตะบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจาก พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ถึงภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง โดยมีการจำลองเหตุการณ์วิกฤติภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้จัดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยภายในรัฐบาล มีการสนธิกำลังจากเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 3 กองร้อย จากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่เกี่ยวข้อง รวม 3,900 นาย
ทั้งนี้ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จำเป็นจะต้องใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตามระเบียบของกฎหมาย 10 ข้อ โดยมีขั้นตอนตั้งแต่การเจรจา ถ้าไม่เป็นผลก็จะใช้วิธีเครื่องมือบังคับพิเศษ ส่วนทางยุทธวิธีจะใช้เครื่องเสียง รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา จนถึงขั้นใช้กระสุนยางเมื่อเห็นว่ามีภัยมาถึงตัวเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นก็จะใช้เจ้าหน้าที่ทหารในการเข้ามาปฏิบัติการในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานเพื่อสลายการชุมนุมต่อไป ซึ่งตำรวจจะใช้แผนกรกฎ 52 ในการดูแลการชุมนุมในครั้งนี้
นายสุเทพยังได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมความพร้อมกรณีหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงให้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความเรียบร้อย เนื่องจากมีความเป็นห่วงกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่อาจจะเข้ามาปะปนสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความรุนแรง ขณะเดียวกันให้ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมเพราะเกรงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะให้ผู้หญิงเป็นด่านหน้าในการเผชิญกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นห่วงว่าคนกลุ่มเสื้อแดงจะใช้เป็นเงื่อนไขกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
กต.เดินเกมล่าแม้ว-ถกทูตยูเออีจันทร์นี้
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยยอมรับว่าการส่งตัวนายไมเคิล ไบรอัน สมิธ ผู้ต้องหาคดีปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสาร กระทำผิดในการโอนเงินของบริษัทเข้าบัญชีตนเองโดยมิชอบ และฉ้อโกงกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความจริงใจในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดส่งคืนให้ ซึ่งรับว่าหวังผลในการที่ดูไบจะแสดงความจริงใจในการเริ่มพิจารณาการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ แต่หมายความรวมถึงทุกๆ คดีความที่อาจมีขึ้น
นายพนิช กล่าวว่า ล่าสุดได้รับสัญญาณที่ดีจากดูไบตอบกลับมา โดยมีหนังสือขอให้ทางการไทยทำเอกสารขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณกลับไปอีกครั้งหนึ่ง เป็นภาษาอารบิก จากล่าสุดที่มีการทำหนังสือขอไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลังมีการยืนยันสถานที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างชัดเจน จากกรณีการให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์
นายพนิช เปิดเผยอีกว่า ในวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญเอกอัครราชทูตยูเออีประจำประเทศไทยมาหารือ 2 เรื่อง คือ เรื่องการแสดงความจริงใจในการส่งตัวนายสมิธ และการร้องขอให้รัฐบาลยูเออีเห็นความสำคัญของการร้องขอ การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือการทำสนธิสัญญาเรื่องนี้ร่วมกันมากขึ้น
ปชป.เย้ย"บิ๊กจิ๋ว"ตั้งค่าตัวเองสูงเกิน
นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ พรรคเพื่อไทย ตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นประธานภาคใต้ และประกาศจะกวาด 50 ส.ส.ภาคใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตั้ง ถ้าสถาปนากันเอง ก็จะมาปฏิเสธกันเองในภายหลัง จึงอยากให้ พล.อ.ชวลิตสอบถามให้ดี เพราะเกรงว่าจะเหมือนกับกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เคยเจ็บปวดมาแล้ว
“ที่พล.อ.ชวลิตประกาศจะกวาด 50 ส.ส. เป็นการพูดที่ให้ราคาตัวเองสูงเกินไป ก็อยากลองดูว่า พล.อ.ชวลิตจะทำได้หรือไม่ เพราะที่ผ่าน พล.อ.ชวลิตเคยพูดเอาไว้หลายเรื่อง แต่ก็ยังไม่สำเร็จสักเรื่อง"
ด้านนายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า คงเป็นเรื่องเพ้อฝัน และเป็นการดูถูกประชาชน การออกมาพูดอย่างนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าพูดว่าแต่ละภาคจะเอาเท่านั้นเท่านี้ โดยหลักไม่น่าพูด เพราะเป็นการดูถูกประชาชน
ชี้คนกรุงเอือมม็อบเสื้อแดงชุมนุม
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงหรือไม่หากกลุ่มคนเสื้อแดงมีการดาวกระจาย แล้วมากันที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วย นายชุมพลกล่าวว่า เชื่อว่าถ้าทำอย่างนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงคงอยู่ลำบาก และรัฐบาลคงมีมาตรการเด็ดขาดในการใช้กฎหมาย ส่วนที่มีการอ้างว่าหากมีการดาวกระจายจริง แต่จะเป็นกลุ่มเล็กๆ สลายตัวง่าย เพื่อทำให้จับกุมยากขึ้นนั้น คิดว่าความมั่นคงมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว
นายชุมพลกล่าวว่า มี ส.ส.กทม.ของพรรคมาบอกตนว่า คนกทม.เริ่มเบื่อหน่าย เอือมระอาต่อสถานการณ์แบบนี้ เมื่อมีการชุมนุมอย่างนี้เขาก็เดือดร้อน เพราะกทม.เป็นที่ทำมาหากิน ดังนั้น จึงทราบว่าคนกทม.จะออกมาเรียกร้องว่าอย่าทำลาย และอย่าทำให้เกิดความเสียหายภายใน กทม.มากกว่านี้
ปชป.เล็งขอทหารรับมือม็อบแดงบุก
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.กทม. และผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยของพรรคประชาธิปัตย์ช่วง 7 วันอันตราย ก่อนวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังมาคอยดูแลความปลอดภัยทุกวัน จำนวน 100 คน ขณะที่พรรคได้เพิ่มจำนวนกล้องซีซีทีวี จากเดิมที่มีอยู่ 4 ตัว เป็น 8 ตัว พร้อมกันนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ของพรรค ผลัดกันเข้าเวรเพื่อดูแลความปลอดภัยร่วมด้วยตลอด 24 ชั่วโมง
นายณัฏฐพลกล่าวว่า ส่วนขอกำลังทหารมาช่วยนั้น หากกลุ่มเสื้อแดงประกาศชัดว่าจะมีการมาชุมนุมที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะหารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอกำลังทหารเข้าช่วยดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติม ส่วนการใช้เครื่องตรวจวัตถุระเบิดนั้นยังไม่มีความจำเป็นต้องนำมาติดตั้ง
"พงศ์เทพ"อัดรัฐเสี้ยมใช้ความรุนแรง
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ว่า เชื่อว่าในวันดังกล่าวจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ อีกทั้งแกนนำ นปช.ยืนยันแล้วว่าจะไม่ก่อเหตุความรุนแรง จะรอฟังคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ที่มาชุมนุมต่างคนต่างมาด้วยความตั้งใจจริง อย่างไรก็ตาม ไม่สบายใจเกรงจะเกิดเหตุมือที่สามเพื่อพยายามดึงให้เหตุการณ์นำไปสู่ความรุนแรง อีกทั้งไม่ทราบว่ารัฐบาลจะพยายามสร้างเรื่องผ่านสื่อให้เห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามใช้ความรุนแรงจนทำให้รัฐบาลต้องประกาศใช้กำลังเพื่อปราบปรามหรือไม่
นายพงศ์เทพกล่าวว่า การพิจารณาคดีการยึดทรัพย์ตามหลักการของกฎหมายกรณีร่ำรวยผิดปกติ อย่างมากสุดจะยึดได้คือส่วนที่เกินจากของเก่าที่เคยมี ส่วนของเก่าเอาไปไม่ได้อยู่แล้ว โดยทรัพย์สินที่ไม่สามารถชี้แจงได้ก็เป็นอีกเรื่องซึ่งเป็นคนละส่วนกัน
พท.ชงสภาตั้งกก.ทำงานคู่ขนานคตม.
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ ตนจะทำหนังสือถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์และการควบคุมการชุมนุม หลังจากที่ฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง หรือ คตม. มาเป็นผู้ดูแลสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นวันที่ 13-14 เมษายน 2551 ที่เกิดเหตุแล้วจึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ทำให้ไม่รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่ควรอยู่นิ่งเฉย ขณะนี้ทุกคนหวาดระแวงไปหมด จึงเป็นหน้าที่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องติดตามสถานการณ์และติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย เพราะรัฐบาลเองกำลังถูกวิจารณ์ว่ามีความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมเช่นกัน
พ.ต.ท.สมชายกล่าวด้วยว่า เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายและไม่ให้เกิดเหตุจลาจลขึ้น ประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภาจึงควรร่วมมือกันที่จะตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ขึ้นมาติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
โวยอ้างเป็นเสื้อแดงแจกซีดีล้มเจ้า
เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายสมบุญ ขุนทองไทย แกนนำเสื้อแดง จ.ปทุมธานี เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.วิเชียร ไตรโลกา สารวัตรสอบสวน สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ว่า มีชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองคูคต ที่มาร่วมงานโครงการเทศบาลเมืองคูคตพบประชาชน ประจำปี 2553 ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ ณ วัดโพสพผลเจริญ ได้รับแจกซีดีเรื่องเสื้อแดงล้มเจ้า ทั้งนี้ คนที่แจกไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่เป็นคนในพื้นที่บางคนที่รับราชการ ชาวบ้านจึงมาแจ้งให้ตนทราบ
นายสมบุญยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่เคยทำแผ่นซีดีออกมาแจกในลักษณะกล่าวโจมตีดังกล่าว จึงได้นำแผ่นซีดีมาแจกความไว้เป็นหลักฐานในการติดตามตัวผู้มาแจกดำเนินคดีต่อไป
ด้าน พ.ต.ท.วิเชียร กล่าวว่า ได้สั่งให้ชุดสายสืบลงพื้นที่ออกหาต้นตอในการนำแผ่นซีดีมาแจกในงานเทศบาลเมืองคูคตจัดขึ้นในครั้งนี้ โดยทราบว่ามีผู้แจกให้พร้อมกับรับข้าวสารของ อบจ. ที่ได้นำมาแจกในครั้งนี้ ซึ่งจะต้องสอบสวนที่มาของแผ่นซีดีเพื่อหาคนทำมาดำเนินคดีต่อไป
เสธ.อ้ายเตือน"แม้ว"ถ้าดื้อต่อไม่รอดแน่
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปัจจุบันเป็นเลขาธิการราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวผ่านรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางคลื่น 100.5 เมกะเฮิรตซ์ ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเล่นกันรุนแรงจนอาจจะถึงชีวิต ว่า ถ้ารัฐเข้มแข็ง ใช้อำนาจตามกฎหมายที่เข้มแข็งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าปล่อยก็คงจะยุ่ง อย่างไรก็ตาม คิดว่าไม่ถึงกับรบฆ่ากันวุ่นวาย และกองทัพก็เป็นกำลังของรัฐบาลที่จะช่วยดูแล เป็นมือเป็นไม้ให้ เท่าที่ทราบผู้นำเหล่าทัพ-รมว.กลาโหม ก็มีความสนิทสนมกับรัฐบาลดีอยู่
พล.อ.บุญเลิศกล่าวถึงคดียึดทรัพย์ว่า ในที่สุดแล้วก็คงต้องสุดแล้วแต่ศาล จะยึดก็ยึด ไม่ยึดก็ไม่ยึด แต่พ.ต.ท.ทักษิณควรจะหยุดทุกอย่าง และปล่อยให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย และ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะกลับมา แต่ถ้ายังดื้อรั้น ดันทุรังแบบนี้ ไปไม่รอด ไม่มีใครยอม โดยเฉพาะการจาบจ้วงเบื้องสูง ต้องไปคิดทบทวน ไปนอนคิดดูดีๆ และคิดอย่างเป็นธรรม ที่ถูกปฏิวัติเพราะอะไร เขาแกล้งหรือเปล่า ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ ต้องดูพฤติกรรมที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยปฏิวัติมาก่อน มองว่าปัจจุบันจะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่ พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า มี ด้วยเหตุผลคือ 1.เพราะการเล่นการเมืองตอนนี้มีต้นทุนสูง คนจะเล่นการเมืองได้ ต้องมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว เป็นผู้แทน รวบรวมเป็นพรรคพวก เพื่อให้ได้อำนาจรัฐ ตั้งรัฐบาล และก็หาเงิน มันก็จะหมุนเวียนอยู่แบบนี้ ถึงจุดหนึ่งทหาร ก็คงยอมไม่ได้ 2.ถ้าปล่อยให้มีการจาบจ้วงเบื้องสูงมาก บ่อยๆ เรื่อยๆ อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง เหลาะแหละ เหยาะแหยะ ทหารก็คงไม่ยอม แต่การปฏิวัติจะไม่รุนแรง ใครมีกำลังมากกว่าก็ชนะ พวกเสื้อแดง จริงๆ ก็มีไม่ถึง 100 คน พวกนี้ก็จะไปชักชวนลูกน้อง ชักจูงกันมา ดรีมทีมมีไม่ถึง 100 คนหรอก และหากทหารจะทำการปฏิวัติ เขาก็จะมีแผนรับมือพวกนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนฝากถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ว่าทั้งสองคนเป็นกำลังของบ้านเมืองต้องกอดคอกันไว้ให้ดีในการปกป้องสถาบันและชาติบ้านเมือง
ศักดิ์สยามฟ้องหมิ่น"จาดุร"เรียก100ล.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สน.พระราชวัง นายธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ ที่ปรึกษาส่วนตัวและทนายความของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย เข้าพบ ร.ต.ท.ทรงพล นิ่มไพบูลย์ พนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง พร้อมหลักฐานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษนายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อ
นายธนชาติกล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายศักดิ์สยาม ให้มาแจ้งความดำเนินคดีนายจาดุร จากกรณีที่กล่าวพาดพิงในการสัมมนาที่วุฒิสภาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในทำนองว่านายศักดิ์สยามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง มีการใช้อำนาจในการโยกย้ายแต่งตั้งในกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการใส่ความ ทำให้นายศักดิ์สยามเสียหาย และไม่เป็นความจริง ดังนั้นนอกจากร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาเพื่อเรียกค่าเสียหายในวงเงินอย่างน้อย 100 ล้านบาทต่อไป ส่วนบุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในวงสัมมนากำลังตรวจสอบอยู่ ทั้งนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินรายการ และสื่อมวลชนหากมีการพาดพิงทำให้เกิดความเสียหายก็จะดำเนินการฟ้องร้องด้วย
กมธ.ขึงขังสอบภาษีบิ๊กมท.-ลูกเมีย
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ออกมาแฉเรื่องทุจริตภายในกระทรวงมหาดไทย จนข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยออกมาเรียงหน้าตอบโต้ และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย ว่า อยากให้ข้าราชการกล้าออกมาเปิดเผยความจริง อย่าไปกลัวนักการเมือง เพราะมาแล้วก็ไป หากนายจาดุรมีข้อมูล ขอให้หอบมาให้คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีตนเป็นประธาน จะเดินหน้าตรวจสอบ โดยเชิญกรมสรรพากรมาตรวจสอบภาษีย้อนหลังพวกข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงญาติ และลูกเมียว่า เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งจะยื่นกระทู้สดถามนายกฯ และ รมว.มหาดไทยในสัปดาห์หน้าด้วย ถึงเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย



