
โจรหัว..สร้างสรรค์เซิร์ช"กูเกิล"ขโมยเงินเครดิต
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ดูเหมือนจะเป็นภาษิตที่คนลงมือทำเท่านั้นถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง "อดิเรก โชคบัณฑิต" วัย 29 ปี เป็นหนึ่งในนั้น เขาน่าจะได้ชื่นชมกับมันหากว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ?!!
12 กุมภาพันธ์ 2553 ชมรมบัตรเครดิตธนาคารไทย ประสานมายัง พ.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผกก.สส.3 บก.ศส.บช.น. ให้ช่วยสืบสวนหากลุ่มมิจฉาชีพที่โทรศัพท์เข้าไปคอลเซ็นเตอร์ธนาคารต่างๆ แล้วหลอกลวงให้พนักงานหลงเชื่อว่า บัตรเครดิตมีปัญหาและขอแก้ไขข้อมูลแล้วทำบัตรใหม่ จากนั้นนำบัตรเครดิตไปใช้รูดซื้อสินค้าและกดเงินสดออกมา
สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งกว่านั้นก็คือ ผู้เสียหายที่เป็นลูกค้าบัตรเครดิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีฐานะและหน้าตาในแวดวงสังคมชั้นสูงของไทยแทบทั้งสิ้น ?!!
สุภกิต เจียรวนนท์ ทายาทผู้บริหารซีพี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, รักษ์ศักดิ์ วิศวพลานนท์ กรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), สุริยน วันเพ็ญ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สันติ ชาญกลราวี กรรมการผู้จัดการมิลเลเนียมสตีล จำกัด, สมชัย วสุพงศ์โสธร บริษัทไทยฟิล์มอินดัสทรี และ สุทธินันท์ คุตนา อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสถิติประกันภัย รวมมูลค่าความเสียหาย 1.2 ล้านบาท โดย 3 ใน 7 ราย ธนาคารสามารถบล็อกการใช้ก่อนจะเกิดความสูญเสียได้ทัน
เมื่อได้รับรายงาน พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.ศส.บช.น. จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.มานพ น่วมริวงษ์ ผกก.สส.3 บก.ศส. พ.ต.ท.สำราญ นวลมา รอง ผกก.สส.3 บก.ศส. พ.ต.ท.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน พ.ต.ต.ปัญญา กุลไทย สว.กก.สส.3 บก.ศส. พร้อมชุดสืบสวน เร่งสืบสวนหาตัวคนร้าย โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ชมรมบัตรเครดิตธนาคารไทยให้มา...
พฤติกรรมของคนร้ายคือ การใช้โทรศัพท์มือถือโทรเข้าไปยังคอลเซ็นเตอร์ธนาคารต่างๆ ซึ่งจะมีการบันทึกหมายเลขและการสนทนาเอาไว้ เมื่อตรวจสอบจากโทรศัพท์สายต้องสงสัย 6 หมายเลข พบประวัติการทำธุรกรรมสอดคล้องกันคือ สอบถามข้อมูล เปลี่ยนแปลงที่อยู่ แก้ไขวงเงิน แล้วแจ้งบัตรเครดิตหาย ขออายัดแล้วออกบัตรเครดิตใบใหม่
เมื่อรู้เบาะแสเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยและข้อมูลของเหยื่อ ชุดสืบสวนจึงไปตรวจสอบตามกล้องวงจรปิดตู้เอทีเอ็มที่ปรากฏในหลักฐานว่าคนร้ายนำบัตรเครดิตไปกดเงิน สามารถบันทึกภาพคนร้ายเอาไว้ได้เกือบทุกตู้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบก็พบว่าเป็นคนเดียวกัน จากนั้นนำข้อมูลการใช้บัตรเครดิตของผู้เสียหายมาวิเคราะห์ พบว่ามักใช้บัตรรูดซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าและสถานบันเทิงย่านอรุณอมรินทร์ ครั้งล่าสุดใช้บัตรของผู้เสียหายรายหนึ่งในร้านอาหารกึ่งผับ "อีสานเถิดเทิง" ใกล้ห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า
ชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบปูพรมค้นหาตลอดทั้งวันและคืน กระทั่งดึกวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 พบผู้ต้องสงสัยลักษณะตุ้งติ้งใบหน้าคล้ายคนร้ายปะปนอยู่กับสาวประเภทสองเดินออกจากร้านอาหารกึ่งผับไปหลังห้าง เพื่อทะลุไปยังหอพักไม่มีชื่อแห่งหนึ่ง ชุดสืบสวนจึงแสดงตัว และตรวจสอบประวัติเทียบเคียงกับที่อยู่คนร้ายแล้วตรงกัน จึงควบคุมตัวมาสอบสวน
"อดิเรก โชคบัณฑิต" อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 201 หมู่ 3 ต.บ้านเต่า อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ เคยถูกจับในคดีลักษณะเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุก 6 เดือน เมื่อพ้นโทษก็ออกมากระทำผิดซ้ำอีก และยังมีหมายจับของศาลจังหวัดพระโขนง เลขที่ ส.1744/2552 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 โดยบริษัทเซ็นทรัลการ์ดเข้าร้องทุกข์ต่อ บก.ปอศ.ในข้อหาฉ้อโกงและปลอมแปลงบัตรเครดิตเป็นเงิน 8.3 แสนบาท
อดิเรกสารภาพและอธิบายถึงการได้มาของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายให้ "คม ชัด ลึก" ฟังว่า...เริ่มแรกจะหาเหยื่อจากคนที่มีหน้ามีตาในสังคมชั้นสูงจากข่าวและอินเทอร์เน็ต แล้วเข้าเว็บไซต์ "กูเกิล" เว็บเซิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง หาเว็บไซต์กรมการปกครอง ท้ายเว็บจะมีช่องให้ตรวจสอบชื่อ "ผู้เสียสิทธิ์การเลือกตั้ง" แล้วใส่ชื่อ-นามสกุลของเหยื่อลงไป เมื่อคลิกก็จะปรากฏข้อมูลทั้งที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก จดรายละเอียดทั้งหมดเก็บไว้
หลังจากนั้นก็สุ่มโทรศัพท์ไปตามธนาคารพาณิชย์ต่างๆ แกล้งสอบถามเรื่องบัตรเครดิตของผู้เสียหาย ถ้าไม่มีก็สุ่มเลือกธนาคารอื่นๆ จนพบ แล้วค่อยๆ สอบถามรายละเอียด เช่น มียอดเงินเหลืออยู่ในบัญชีเท่าไร มีหนี้ค้างชำระหรือไม่...วางสายแล้วโทรกลับไปคอลเซ็นเตอร์ใหม่ เนื่องจากระบบคอลเซ็นเตอร์จะรันสายโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ พนักงานรับสายจึงเป็นคนละคนกัน เลยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้อดิเรกได้โทรมาสอบถามข้อมูลบางส่วนไว้แล้ว
เมื่อได้ข้อมูลครบสายโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายเขาก็แจ้งบัตรหาย ขออายัดบัตร แล้วทำบัตรใหม่ ร้องขอให้ธนาคารส่งบัตรมาให้ตามที่อยู่ใหม่ ซึ่งนั่นก็คือที่อยู่ของเขานั่นเอง พร้อมกับทิ้งเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับไว้ด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาขอยืนยันชื่อ-นามสกุล และวันเดือนปีเกิดเรียบร้อยตรงกันก็นับวันรอ...บัตรใหม่และรหัสเอทีเอ็ม
"แต่ละครั้งผมจะโทรศัพท์ไปที่คอลเซ็นเตอร์ของธนาคารหลายครั้งมาก เพื่อเก็บข้อมูลเหยื่อแต่ละรายให้มากที่สุด แล้วนำข้อมูลมาปะติดปะต่อกันให้ได้มากที่สุด" อดิเรก กล่าว
ข้อมูลจากชมรมบัตรเครดิตฯ พบว่า อดิเรกก่อเหตุระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2553 รวมมูลค่าความเสียหาย 2,043,694 บาท !?!



