
กองทัพ-รัฐบาล"หวานอมขมกลืน"
ภาพที่ปรากฏทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่เหล่านายทหาร นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นำคณะนายทหารแถลงยืนยันถึงประสิทธิภาพของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 และจะยังคงใช้เป็นเครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิดต่อไป
สวนทางกับผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และสวนทางกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้ระงับการใช้ และหาอุปกรณ์อื่นมาแทน
คำถามเกิดขึ้นในทันทีว่า อะไรที่ทำให้ ผบ.ทบ.ตัดสินใจนำน้องๆ ในเหล่าทัพออกมาแถลงสวนทางเช่นนั้น?
ในภาวะที่กองทัพและรัฐบาลต้องการความเป็นเอกภาพเพื่อเตรียมรับมือกับม็อบเสื้อแดง ท่าทีเช่นนี้ย่อมบ่งชี้ได้ว่า แท้จริงแล้วระหว่างกองทัพกับรัฐบาลนั้นยังเกื้อกูลกันอยู่หรือไม่
จริงอยู่ในฐานะผู้นำหน่วยยามที่ขวัญกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ในภาวะไม่ปกติ ก็ต้องออกมาปกป้องปลุกขวัญ พร้อมเผชิญกับกลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายในพื้นที่ แต่การออกตัวแรงเช่นนี้ย่อมจะต้องมีสาเหตุ
ทีมข่าวความมั่นคง "คม ชัด ลึก" พยายามหาต้นเหตุของ "ควันไฟ" ดูแล้วพบว่ามีทั้งเรื่องเรื้อรัง และเรื่องล่าสุด ที่น่าจะเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ท่าทีระหว่างกองทัพกับรัฐบาล
เรื่องที่เรื้อรังกันมานั้นเป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิดของรัฐบาลกับกองทัพ ในการดับไฟใต้ ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นว่า ต้องปรับแก้ทัศนคติของคนในพื้นที่ควบคู่ไปกับการจัดวางกำลังเพื่อป้องกันเหตุ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า การเพิ่มทางเลือกและความยุติธรรม คือทางออกที่ดี
ฟังดูแล้วก็น่าจะดีด้วยกันทั้งคู่ แต่น่าเสียดายที่แนวทางทั้งหมดนั้นมันมาพร้อมกับความพยายามเข้าไปบริหารจัดการงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท
เรื่องนี้มาปะทุเอาในกรณีที่ฝ่ายการเมืองเสนอให้ใช้มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยให้ทหารซึ่งดูแลด้านความมั่นคงทั้งหมดเป็นฝ่ายกำหนดลักษณะคดีว่าคดีใดเป็นคดีทั่วไป คดีใดเป็นคดีความมั่นคง พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนสามารถทำความเห็นเสนอไปยัง ผอ.รมน.เพื่อพิจารณา
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ขณะที่ รอง ผอ.รมน.คือ ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง และรอง ผอ.รมน.ก็แทงเรื่องกลับมาว่ากองทัพไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นงานของกระทรวงยุติธรรม
มองไปแล้วก็ดูจะเป็นการทำงานด้านเอกสารแบบธรรมดาๆ หากว่าไม่มองถึงเรื่องราวในอดีต และเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปิดทางให้สังคมร่วมกันตรวจสอบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 และตัดสินใจฟันธงตั้งแต่แรกแล้วว่า หากวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ ก็ต้องหยุดการใช้
ขณะเดียวกัน ก็เปิดทางให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ที่งบประมาณจะโป่งอยู่พื้นที่แห่งนี้มากเป็นพิเศษ
เรือเหาะมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกขึ้นบัญชีตรวจสอบ เช่นเดียวกับการติดบาร์โค้ดในโครงการลงทะเบียนยานพาหนะของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอใน จ.สงขลา
โดยเฉพาะรายการหลังนี้ แม้จะดูดีมีประโยชน์ แต่ก็กลายเป็นภาระหนักให้ประชาชนในพื้นที่ที่ดูเหมือนว่า "บาร์โค้ด" เป็นเครื่องหมายแปลกแยกสำหรับพวกเขากับคนในพื้นที่ด้วยกันเอง
จะว่าไปความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกับกองทัพนั้นก็ไม่ต่างลิ้นกับฟัน เกมกดดันที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นมามุ่งหวังให้เกิดผลโดยตรงกับการรับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเกิดขึ้นในช่วงก่อนหรือหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์ วันตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
การตัดสินใจใช้กฎหมาย "สภาความมั่นคงแห่งชาติ" เพื่อเรียกกำลังทหารเข้ามาเสริมในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดยที่ไม่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะให้อำนาจแก่ทหารทั้งหมด นั่นอาจเป็นทางออกให้แก่รัฐบาล ที่ใช้กฎหมายนี้ตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง หรือ คตม.
ทว่าสิ่งที่แสดงออกมาก็คือ การเปิดทางให้การเมืองเข้าไปนั่งหัวโต๊ะ ถึงแม้จะมี ผบ.ทบ.เป็นคณะกรรมการ แต่ถ้าเทียบกับการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาพของ ผบ.ทบ.ก็จะเป็นอีกเรื่อง
หรือว่านี่คือฉากสำคัญในการถอย ก่อนจะถึงวันเกษียณอายุราชการ ?
ถึงแม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะแก้เกมด้วยการเรียก 5 เสือ ทบ.มานั่งแถลงแสดงเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ และ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา 2 ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. แต่เรื่องที่มาแถลงกลับเป็น จีที 200 จึงกลายเป็นว่า กองทัพกำลังทำอะไรอยู่
แล้วบทบาทที่ว่าก็นำมาซึ่งการวิเคราะห์และข่าวลือเรื่องเก้าอี้ ผบ.ทบ.อีกครั้ง !
ถึงแม้ว่า ด้วยเหตุและผลแล้ว "ภารกิจ" ที่กองทัพโดยเฉพาะ 3 ทหารเสือราชินี รับมานั้นเป็นภารกิจเดียวกันกับที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ รวมทั้งไม่มีเหตุอันใดที่รัฐบาลจะไปเปิดศึกอีกด้านกับกองทัพ ในยามที่โหยหาพันธมิตรมาร่วมรับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำลังปลุกเร้าการชุมนุมใหญ่
ก็คงต้อง "หวานอม ขมกลืน" กันไป เพราะสุดท้ายแล้วต่างก็รับรู้กันดีว่า ภารกิจเพื่อชาตินั้นหนักอึ้งเกินกว่าจะปล่อยให้เรื่องราวที่สามารถคลี่คลายกันได้ด้วยเหตุด้วยผลมาเป็นอุปสรรค
ทีมข่าวความมั่นคง



