ข่าว

โผล่อีกเอชอีดีดี1แฝดจีที200เครื่องละ7แสนท้าพิสูจน์

โผล่อีกเอชอีดีดี1แฝดจีที200เครื่องละ7แสนท้าพิสูจน์

19 ก.พ. 2553

“อภิสิทธิ์” ปัดขัดแย้งกองทัพ ยัน จีที 200 ต้องเลิกใช้ เผย “บิ๊กป็อก” แจงเหตุออกทีวีแล้ว รอหลักฐานโยงผู้นำกองทัพทุจริต เชื่อทหารไม่สวนผลสอบ ก.วิทย์ สั่งเร่งทำแผนรองรับเมื่อไม่มีเครื่องนี้

 (19ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กองทัพออกมาชี้แจงการใช้เครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ว่า เมื่อวันที่18 ก.พ.ที่ผ่านมาพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้มาชี้แจงว่าสิ่งที่ทำไป คือ การชี้แจงประสบการณ์ของผู้ใช้ และ อธิบายที่มาที่ไปยืนยันว่าจะไม่มีการใช้เครื่องนี้ไปละเมิดสิทธิ และไม่เคยใช้เครื่องนี้ไปจับกุมใครโดยลำพังอยู่แล้ว และอยู่ในช่วงที่จะ ไปทำความเข้าใจกับกำลังพล การทำแผนรองรับในอนาคตเพื่อที่จะไม่ใช้เครื่องนี้ ฉะนั้นไม่มีอะไรขัดแย้งกัน อย่างที่ได้เรียนว่าต้องมีเวลาในการปรับตัว แต่แนวต้องชัด คือไม่ใช้กับตัวบุคคลและทุกคนต้องเข้าใจความเสี่ยงและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เครื่องนี้ เร่งทำแผนเพื่อรองรับโดยที่ไม่มีเครื่องตัวนี้

 ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการศึกษาไฟโด จะใช้งานทดแทนกันได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงทดแทนกันไม่ได้ เพราะเครื่องตัวนั้นไม่สามารถช่วยจำกัดพื้นที่ หรือใช้ในพื้นที่กว้างได้ แต่อาจจะต้องคิดวิธีที่จะต้องใช้ตัวนั้นประกอบกับตัวอื่น

 เมื่อถามว่าในระหว่างนี้ควรมีการฝึกทักษะหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด คือ ทำแผนในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปรับให้เข้ากับการที่ไม่มีเครื่องมือตัวนี้

 เมื่อถามว่ามีการศึกษาหรือไม่ว่าเมื่อมีเครื่องมือตัวนี้ทำให้ทักษะของคนน้อยลง เพราะหันไปพึ่งเครื่องมือมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ลึกถึงขนาดที่จะไปศึกษาตรงนั้น แต่ต้องเร่งทำแผนเพื่อรองรับ

 เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่า ความไม่เข้าใจกันตรงนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรตั้งแต่วันที่ 18 ใน ช่วงเช้าตนทราบว่ากองทัพขอโอกาสในการชี้แจงรัฐบาลก็ไม่ได้ขัดข้อง หลังจากนั้นท่านได้ย้ำมาอีกครั้งว่าไม่ได้มีลักษณะที่จะไปสวนทาง หรือ ปฎิเสธผลการตรวจสอบของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 เมื่อ ถามว่ากองทัพประกาศใช้ต่อทำได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใจของตนต้องลดและเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนว่าหากจะไปใช้ต่อนั้น ขณะนี้ก็ทำแผนอยู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตนคิดว่าจะต้องเร่งทำโดยดูสภาพการใช้งานของแต่ละภารกิจ และปรับแผนการปฏิบัติภารกิจนั้นโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือตัวนี้

 เมื่อถามว่าปัญหาเรื่องจีที200 จะทำให้เป็นช่องว่างในการดูแลความมั่นคงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราตระหนักว่ามันมีผลกระทบในช่วงนี้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องหาความพอดี ให้กำลังพลมีขวัญกำลังใจในการทำงาน พร้อมกับการปรับเปลี่ยนต่อไป

 เมื่อถามว่าในการสอบเรื่องทุจริตจะมีการสอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องเอารายงานมาดูว่าแต่ละหน่วยงานซื้อเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ ที่มาในการจัดซื้อ

 เมื่อถามว่ามีโอกาสจะถึงระดับผู้นำเหล่าทัพ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริง ว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เวลาที่เราสอบมาตั้งโจทย์ว่าจะถึงคนนั้นคนนี้ไหม โดยที่ยังไม่มีข้อมูลมันคงไม่ใช่ ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริงไปถึงก็ถึง ถ้าไม่ถึงก็ไม่ถึง

 เมื่อถามว่ากองทัพหวั่นไหวพอสมควรกับเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องพูดด้วยความเป็นธรรม เมื่อวันที่18 ก.พ.ก็มีการตั้งกระทู้ถามตนว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันสั่งซื้อตั้ง 2 ครั้ง แปลว่ารัฐบาลนี้ทุจริต ตนก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมาในการดำเนินการจัดซื้อที่มีขึ้นในช่วงหลังก็เป็นคำขอระดับล่าง ไม่ได้เป็นนโยบายจากข้างบนลงไป อันนี้ค่อนข้างชัดเจน และทุกฝ่ายก็ยืนยันตรงกัน ที่สำคัญไม่ได้เพิ่งมาซื้อในช่วงนี้ ซื้อต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล และที่เพิ่มการซื้อ ส่วนใหญ่ก็เป็นคำขอจากผู้ปฎิบัติ ส่วนตอนต้นที่ซื้อกันมา มีการตรวจสอบอะไรอย่างไรก็เป็นรายละเอียดที่เราตรวจสอบทั้งหมด

โผล่อีกเอชอีดีดี1แฝดจีที200เครื่องละ7แสนท้าพิสูจน์

 วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 บริษัท ยูนิวัล กรุ๊ป จัดแถลงข่าวเปิดตัว และทดสอบเครื่องมือตรวจจับระเบิดชนิดมือถือรุ่นเอชอีดีดี 1 (HEDD1) ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถ.รัชดาภิเษก กทม. โดยมี นายเดวิด โวลล์มาร์ และนายแฟรงค์ ไทรเออร์ ผู้บริหารของบริษัท และดร.เฮลมุท เดอร์ราสต์ ผู้เชี่ยวด้านฟิสิกส์ และอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมบรรยายและสาธิตการใช้งาน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว และสาธิตการใช้งาน มีตำรวจจากหน่วยเก็บกู้ และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานราชการบางส่วนสังเกตการณ์ใช้งานด้วย นอกจากนี้ยังมีทีมนักวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายพงษ์ ทรงพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ ร่วมสังเกตการณ์

 ทั้งนี้ รูปแบบการบรรยายหลักการทำงานของเอชอีดีดี 1 มีการแจกเอกสาร และบรรยายสรุปประสิทธิภาพของเครื่องว่า สามารถจำกัดพื้นที่กว้างๆ ให้แคบลงได้เช่นเดียวกับจีที 200 ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีเข้าไปตรวจสอบ และใช้เครื่องมือชนิดอื่น เช่น ไฟโด หรือเซเบอร์ 4000 เข้าไปตรวจสอบในระยะใกล้ต่อไป โดยเครื่องดังกล่าวระยะการค้นหาตั้งแต่ 2-100 เมตร สามารถค้นหาสารระเบิดได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถค้นหายาเสพติดได้เหมือนจีที 200 โดยมีแหล่งพลังงานคือแบตเตอรี่ แต่จะไม่ใช้การ์ดเหมือนจีที 200

 หลักการทำงานจะใช้การสร้างสนามแม่เหล็กผสม (เอ็มเอ็มเอฟ) ที่จะทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก และสนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมารอบวัตถุระเบิด โดยเอชอีดีดี 1 สามารถค้นหาผ่านสิ่งกีดขวางทุกประเภท เช่น คอนกรีต หรือโลหะ เป็นต้น

 บริษัทผู้ผลิตยังระบุด้วยว่า ยูนิวัล กรุ๊ป เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดสัญชาติเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ทั้งหมดอีกด้วย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รูปแบบการสาธิตการค้นหาวัตถุระเบิดของบริษัทดังกล่าว ได้ทดลองให้ผู้สื่อข่าวนำสารระเบิด 3 ชนิด คือ 1.ซีโฟร์ 2.ทีเอ็นที และ 3.แอนโฟ (แอมโมเนียมไนเตรต+น้ำมันดีเซล) บรรจุในกล่องพลาสติก กล่องละ 50 กรัม ไปซุกซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ ในห้องแถลงข่าว โดยให้ผู้บริหารบริษัทเป็นผู้ค้นหา ผลการค้นหาครั้งแรกไม่สามารถค้นหาเจอ ผลการค้นหาครั้งที่ 2 เครื่องชี้ไปในแนวกลางห้อง และพบสารระเบิดในกระเป๋า ห่างจากแนวที่ชี้ราว 2 เมตร ส่วนครั้งที่ 3 ค้นหาไม่เจอ โดยจุดที่ซ่อนห่างจากจุดที่เครื่องชี้ 30-40 เมตร

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการค้นหาดังกล่าวได้ให้ผู้บริหารบริษัท 2 คน ร่วมกันค้นหา และใช้เวลาในการค้นหาเฉลี่ย 15-30 นาทีต่อครั้ง ซึ่งน่าสังเกตว่า ผู้ค้นหาจะระบุเพียงว่า สารระเบิดน่าจะอยู่ในแนวที่เข็มชี้แบบกว้างๆ โดยไม่ได้ระบุว่าสารระเบิดอยู่ตรงจุดใด ต่างจากการทดสอบของกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ จ.ราชบุรี ที่จะสามารถระบุจุดที่สารระเบิดซุกซ่อนอยู่ในตัวคน หรือกล่องไม้ได้อย่างชัดเจน ขณะที่การเดินค้นหาจะเดิน 2 แบบ คือ เดินวงเป็นวงกลม หรือเดินตัดเป็นแกนเอ็กซ์ และวาย เพื่อหาจุดตัดเช่นเดียวกับจีที 200

 นอกจากนี้ หลังจากการค้นหารูปแบบแรกเสร็จสิ้น บริษัทยังทดสอบด้วยการให้นำเอาสารระเบิด 1 ชิ้น ไปซุกซ่อนในกล่องกระดาษจำนวน 10 กล่อง ครั้งแรกให้ผู้สื่อข่าว 10 คน ยืนถือกล่องเรียงหน้ากระดานแล้วให้เครื่องค้นหา ปรากฏว่าเครื่องตรวจไม่เจอถึง 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 ให้เอาสารระเบิดไปซุกซ่อนในกล่องกระดาษ แล้วเอาไปวางเรียงแถวหน้ากระดาน ห่างกันประมาณ 2 เมตร ผลปรากฏว่าเครื่องตรวจหาไม่เจอ แม้จะสุ่มตรวจถึง 4 กล่อง แต่ผู้บริหารบริษัทอ้างว่า ในห้องมีสารปนเปื้อนมาก ทั้งอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสารวัตถุระเบิดที่เป็นชุดทดสอบ (เทสเตอร์) ซึ่งบริษัทเตรียมมาเอง จึงทำให้ค่าแปรปรวน ไม่เหมือนการทดสอบในสนามฝึกที่ไม่มีสารปนเปื้อน

 นายพงษ์ ทรงพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การทดลองครั้งนี้น่าจะเป็นการสาธิตมากกว่าการทดสอบ เพราะไม่มีระบบควบคุมที่ดีพอ ส่วนการค้นหาดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ เพราะถ้าแม่นยำจริงน่าจะชี้เจอในครั้งเดียวไปเลย แต่นี่เครื่องกลับชี้ทั่วห้องไปหมด ซึ่งดูแล้ว หากมีการทดสอบจริงๆ คงจะได้ผลไม่ต่างจากจีที 200

 "น่าจะเป็นการประแป้งแต่งตัวใหม่ของจีที 200 มากกว่า แต่พยายามทำให้มีความเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยใส่แบตเตอรี่เข้าไป แต่แม้จะใส่แบตเตอรี่เข้าไปก็ยังไม่พบว่าเครื่องใช้หลักการทางฟิสิกส์ใดในการทำงาน ส่วนการใช้หลักการแม่เหล็กไฟฟ้าก็ไม่ต่างจากจีที 200 อย่างไรก็ตาม คงต้องเปิดใจไว้ก่อน และหากบริษัทพร้อมทดสอบก็ควรทดสอบเหมือนจีที 200" นายพงษ์ กล่าว

 นักฟิสิกส์คนเดิมยังเปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้เครื่องตรวจจับระเบิดรุ่นสนิฟเฟกซ์ (Sniffex) ซึ่งผลิตโดยบริษัทดังกล่าว กองทัพเรือสหรัฐสั่งระงับการใช้งานมาแล้ว เพราะไม่ผ่านการทดสอบการใช้งาน และเชื่อว่า เครื่องตัวนี้น่าจะพัฒนามาจากสนิฟเฟกซ์นั่นเอง

 ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังการทดสอบเสร็จ ทีมนักฟิสิกส์ได้นำเอาประทัด 2 แผง ที่ซุกซ่อนในกระเป๋า และดินประสิว ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในไส้ปากกามาแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเครื่องดังกล่าวจึงไม่ชี้มายังจุดที่มีประทัด และดินประสิว ซ่อนอยู่ โดยผู้บริหารบริษัทดังกล่าวชี้แจงเลี่ยงว่า น่าจะเป็นเพราะมีสารปนเปื้อนมาก เครื่องจึงชี้ไปทั่ว และทำให้ผลการทดสอบไม่แม่นยำ

 ทั้งนี้ หลังทดสอบเสร็จสิ้น ผู้บริหารบริษัท ยูนิวัล กรุ๊ป ได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับ HEDD1 โดยมีข้อมูลโดยสรุปว่า เครื่องดังกล่าวมีราคาประมาณ 7 แสนบาท โดยบริษัทผู้ผลิตมีสำนักงานอยู่ในประเทศเยอรมนี แต่มีโรงงานผลิตในประเทศบัลแกเรีย

 ขณะที่ผู้บริหารบริษัทยอมรับว่า เคยนำเอาสนิฟเฟกซ์ไปทดสอบกับกองทัพเรือสหรัฐ เมื่อปี ค.ศ.2005 จริง แต่ไม่ผ่านการทดสอบ โดยระบุว่า เป็นเพราะผู้ทดสอบยังไม่ได้ผ่านการฝึกฝนการใช้งานอย่างเพียงพอ จากนั้นจึงได้พัฒนา เอชอีดีดี 1 ขึ้นมาเพื่อต่อยอดจากสนิฟเฟกซ์ และได้ฝึกฝนการใช้งานให้ดีขึ้น ขณะนี้ได้นำไปทดสอบให้ประเทศในยุโรปทดลองใช้งาน แต่ยังไม่ทราบผล อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในยุโรป หรือสหรัฐมีไว้ใช้งาน แต่มีบางประเทศในเอเชียใช้งานแล้ว แต่ไม่ยอมบอกประเทศ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย

 ส่วนข้อสงสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ว่า เหตุใดจึงต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสถิตจากมนุษย์ ทั้งที่เครื่องมีแบตเตอรี่อยู่แล้ว เพราะเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไม่ควรมีปัจจัยการใช้งานจากตัวคนเป็นหลัก ซึ่งผู้บริหารบริษัทชี้แจงสั้นๆ ว่า มนุษย์เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเครื่อง

 นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทยังยอมรับว่า จุดประสงค์ในการแถลงข่าวเปิดตัว เอชอีดีดี 1 เพื่อต้องการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่กองทัพ และหน่วยราชการไทย มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพไว้ใช้งานแทนจีที 200 และยังพร้อมให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทดสอบประสิทธิภาพโดยละเอียดเช่นเดียวกับจีที 200 ด้วย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการทดสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยระบุว่า เมื่อปลายปี 2552 ได้นำเครื่องไปทดสอบให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเครื่องมือใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหา

 เมื่อถามว่า หากทดสอบ 20 ครั้งเช่นเดียวกับจีที 200 เครื่องน่าจะหาวัตถุระเบิดได้ถูกต้องกี่ครั้ง ผู้บริหารของบริษัทกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า "มั่นใจว่าเครื่องจะค้นหาได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย 60-100%"

 ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ถ้าจะอ้างเรื่องสารปนเปื้อนทำให้เครื่องตรวจไม่แม่นยำ แล้วจะทำงานในภาคใต้ที่มีสารระเบิดเต็มไปหมดได้หรือ ผู้บริหารบริษัทตอบเลี่ยงว่า น่าจะมีผลบ้าง ทั้งเรื่องอาวุธของเจ้าหน้าที่ และสารระเบิดที่ปนเปื้อน ซึ่งเครื่องจะชี้จุดที่มีสารระเบิดเข้มข้นที่สุด ดังนั้นการใช้งานจึงเป็นเพียงการจำกัดพื้นที่กว้างๆ ให้แคบลง จากนั้นให้เจ้าหน้าที่อีโอดี และเครื่องมือที่ละเอียดกว่าเข้าไปค้นหา

 เมื่อถามย้ำว่า เหตุระเบิดในภาคใต้มักจะมีระเบิดลูกที่ 2 หรือ 3 วางดักเจ้าหน้าที่ไว้ด้วย ถ้าเครื่องตรวจจับจากจุดที่มีระเบิดเข้มข้นที่สุดจะเจอตั้งแต่จุดที่ระเบิดลูกแรกหรือไม่ และแม้จะใช้เครื่องตรวจสัญญาณตัดวงจรจุดระเบิดแล้ว จะปลอดภัยจากระเบิดแบบเหยียบหรือไม่ ผู้บริหารบริษัทพยายามตอบเลี่ยงว่า เครื่องสามารถตรวจทะลุโลหะได้ ดังนั้น ถ้ากังวลเรื่องระเบิดซ้ำก็สามารถตรวจหาจากในรถหุ้มเกราะได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แม้ในการแถลงข่าวจะมีการนำบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์มาด้วย แต่เมื่อพยายามสอบถามถึงหลักการทำงานทางวิทยาศาสตร์ ทีมผู้บริหารบริษัทก็พยายามตัดบท และตอบคำถามแทนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายจากเอกสาร และเพาเวอร์พอยต์ที่เตรียมไว้ ขณะที่นักฟิสิกส์คนดังกล่าวบอกเพียงว่า เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เท่านั้น

 ส่วนท่าทีของชุดอีโอดีของ บก.ตปพ.ที่มาสังเกตการณ์ ก็ระบุว่า ในการค้นหาผู้ค้นหามีความลังเลเกินไป หลายครั้งที่เครื่องชี้ แต่ผู้ค้นหาก็ยังไม่เชื่อมั่น โดยพยายามเดินวนไปมาหลายครั้งทำให้เสียเวลามาก และทำให้ผลการค้นหาไม่แม่นยำ หากเป็นผู้เชี่ยวชาญก็เชื่อมั่นว่าจะหาได้เจอแน่นอน แต่ก็ยอมรับว่า คงไม่สามารถระบุจุดได้เหมือนชุดอีโอดีของ ทบ. แต่จะสามารถจำกัดวงได้ที่ 3-4 ตารางเมตร เนื่องจากเครื่องดังกล่าวมีหลักการคล้ายเครื่อง เอดีอี 101 ที่ทางหน่วย และ ตชด.ใช้อยู่ แต่ถ้าจะจัดซื้อคงต้องมีการทดสอบเหมือนจีที 200 เสียก่อน