
"จาตุรนต์อัดคตส.ยัดข้อหายึดทรัพย์"ทักษิณ"
"จาตุรนต์ อัด คตส.ยัดข้อหายึดทรัพย์แม้ว ที่แท้คนกินหญ้า ชี้รธน.ไม่กำหนด เหน็บ แม้แต่ ป.คอมมิวนิสต์ ยังเลิกใช้แนวคิดไปนานแล้ว
(19ก.พ.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนเคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าอาจถูกสั่งยึดทรัพย์ทั้งหมด และจนถึงขณะนี้ยังมั่นใจเช่นนั้น เพราะรัฐธรรมนูญไทยรับรององค์กรตรวจสอบที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ให้รับรองให้กระทำการใดๆก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีบุคคลในรัฐบาลออกมาแสดงความเห็นในลักษณะชี้นำสังคมและการกดดันศาล โดยใช้สื่อของรัฐบาลดำเนินการ จึงเรียกร้องให้ยุติการชี้นำก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหนางทางการเมืองจะตัดสิน และให้ล้มเลิกการวางแผนปูทางไปสู่การปราบปรามประชาชน พร้อมขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาอย่างสันติ ดังนั้นต้องออกมาแสดงความเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้สังคมรับทราบต่อไป
ส่วนที่ยกเหตุผลมาอ้างว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซุกหุ้น ก็จะมีความผิด 2 ประการคือ 1.ทำผิดข้อห้ามที่ไม่ให้รัฐมนตรีถือหุ้น และ 2.จงใจปกปิดไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้อง สมมุติว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดจริงก็ไม่มีกฎหมายข้อใดสั่งให้ยึดทรัพย์ได้ และที่ผ่านมามีรัฐมนตรีในหลายรัฐบาลถือหุ้นอันเป็นการขัดต่อข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่มีความผิดเพียงแค่ขาดคุณสมบัติไม่มีการลงโทษอย่างอื่น และสามารถกลับเข้ามามีตำแหน่งได้อีก ส่วนรัฐมนตรีที่จงใจปกปิดทรัพย์สินผลคือพ้นจากตำแหน่ง และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี แต่ในทั้งสองกรณีไม่มีใครถูกยึดทรัพย์
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่คตส.กล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าใช้นโยบายเอื้อประโยชน์นั้น ต้องถามกลับว่านโยบายเหล่านั้นขัดต่อกฎหมาย มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือทำให้รัฐเสียประโยชน์จริงหรือไม่ หากจะกล่าวหาต้องดูข้อเท็จจริงไม่ควรมีใครไปวินิจฉัยว่าการใช้นโยบายเหล่านั้นดีหรือไม่ดี หรือใครต้องรับผิดชอบ และตนไม่เห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างๆนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบสัมปทานมาเป็นการเก็บภาษีสรรพสามิตก็คือ การตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด จะเก็บภาษีหรือไม่ จะเก็บมากหรือน้อย รัฐจะเก็บภาษีมากหรือน้อย เป็นปัญหาที่ฝ่ายบริหาร หากจะมีความรับผิดชอบทางการเมือง กระบวนการที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ควรเป็นรัฐสภาและประชาชน ส่วนวิธีการลงโทษนั้นเป็นไปในทางอาญาให้ชดเชยความเสียหาย และไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการยึดทรัพย์ได้
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ส่วนที่คตส. กล่าวหาว่าทรัพย์สินย์ 7.6 หมื่นล้าน เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่โอนให้บุตรและน้องสาว ไม่ใช่การโอนขาด แต่อำพรางว่าโอน ทางคตส.ไม่ได้เล่นงานพ.ต.ท.ทักษิณเรื่องถือหุ้นหรือซุกหุ้น แต่กล่าวหาว่าในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ทำให้ทรัพย์สินของตนนั้นมีมูลค่าสูงขึ้น ถือว่าเป็นการร่ำรวยผิดปกติ เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายว่าด้วยการร่ำรวยผิดปกติมายึดทรัพย์ แต่หากจะใช้เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวตนเห็นว่าต้องดูว่าทรัพย์สินส่วนไหนที่ไม่สามารถแสดงที่มาได้ ก็ต้องยึดส่วนนั้น ไม่ใช่ใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้า ที่พอมีคนเอาวัวไปกินหญ้าของทางการจนอ้วน ก็ต้องยึดวัวทั้งตัวนั้นเป็นของทางการ เพราะทฤษฎีที่คตส.นำมากล่าวหานั้นเป็นปัญหาโลกแตกจะจับผิดใครในกรณีทำนองเดียวกันก็ได้ทั้งนั้น ที่ถูกก็จะกลายเป็นผิดได้หมด
“ถ้าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ สมมุติว่าทรัพย์สินนั้นเป็นรถยนต์สักคันหนึ่ง พ่อซื้อให้ลูก จดทะเบียนในชื่อลูก ต่อมาพ่อไม่มีรถใช้หรือไม่ชอบรถของตัวเอง ก็ขอยืมรถลูกมาใช้เรื่อย แถมขอให้ลูกมาช่วยขับรถให้ทุกวันด้วย ลูกก็ไปขับรถของตนเองให้พ่อนั่งทุกวัน ไม่ได้ใช้สำหรับตัวเองเลย มีปัญหาขึ้นมาว่ารถนี้เป้นของใคร ถ้าใช้หลักเกณฑ์ของคตส.ที่ใช้ในเรื่องหุ้น ก็คงต้องสรุปว่ารถคันนี้เป็นของพ่ออยู่ ใครจะมายึดทรัพย์พ่อ ก็คงสามารถยึดรถคันนี้ได้ด้วย หลักกฎหมายที่จะใช้พิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นของใคร และจะกลายเป็นของใครเมื่อใดก็คงสับสนไปหมด ส่วนการตีขลุมเอาดื้อๆว่า เมื่อมีการใช้นโยบายเอื้อประโยชน์แล้วไม่ต้องพิจารณาเลยว่าเอื้อประโยชน์ไปเท่าไร ทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปเท่าไร และทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยการถือว่าทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร แล้วสนับสนุนโดยใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้านั้น ใครๆก็รู้ว่าเป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เลอะเทอะที่สุด” นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ดูข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.แล้ว จะเห็นว่าเป็นการจับแพะชนแกะเสียมากกว่าการอาศัยข้อกฎหมายที่มีเหตุผล ซึ่งถือว่าเป็นการกล่าวหาที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง และยังทำให้เป็นปัญหาต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นได้ชัดคือห้ามรัฐมนตรีโอนหุ้นให้ลูกหรือญาติพี่น้อง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ หมายความว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงว่ามีทรัพย์สินเดิมอยู่เท่าใด ไม่จำเป็นต้องดูว่าสามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ แต่หากทางการเห็นว่าได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยไม่สมควรแม้เพียงบางส่วน ก็สามารถยึดทรัพย์นั้นทั้งหมดได้ รวมทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย
และมีการระบุว่าหากยึดทรัพย์ได้หมด แล้วแบ่งให้ประชาชนทั้งประเทศคงดี เพราะประชาชนคงได้คนละเป็นพันบาท ถือเป็นการเอาทรัพย์คนรวยมาช่วยคนจนเป็นเรื่องไม่บาป ฟังดูเผินๆก็เข้าที แต่ตนอยากบอกว่าสังคมไทยไม่ควรลืมว่าแนวคิดดังกล่าวเหมือนเป็นความคิดแบบคอมมิวนิสต์ ที่ประเทศที่นิยมในลัทธินี้เขาไม่ทำกันมานานแล้ว ทั้งนี้หากพิจารณาจากข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.แล้ว เรื่องคดียึดทรัพย์นี้อาจมีผลทำให้มีคนเดือดร้อนเพียงครอบครัวเดียวก็จริง แต่ความเสียหายอื่นที่อาจจะตามมาก็คือ ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับความเชื่อถือต่อระบบยุติธรรม ความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดในสังคมไทยอาจจะมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นสังคมต้องเตรียมรับกับสภาพการณ์ หาวิธีป้องกันมิให้ปัญหาบานปลายซึ่งทางออกที่ดีก็คือเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะหาทางทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศนี้มีความยุติธรรมจริงๆได้โดยสันติวิธี



